GREENWAVE
ดีต่อใจ
 
 
รถรางคันใหญ่ค่อยๆแล่นผ่าน เรือนไม้สองชั้นสีนำ้ตาล ตกแต่งอย่างเรียบง่าย 
“นี่คือเรือนประทับ ทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๙ พระองค์ท่านทรงโปรดให้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย และพอเพียง” .......
 
 
          ภาพ “เรือนที่ประทับ” ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทำให้เสียงจ้อกแจ้กจอแจที่ดังอยู่เงียบกริบลง เรือนไม้สีนำ้ตาลเข้มหลังไม่ใหญ่นักกับรถที่จอดอยู่ใต้ถุน  ท่ามกลางความเงียบสงบนั้น ใครบางคนพูดขึ้นเบาๆว่า คิดถึงเหลือเกิน ...คิดถึงสุดหัวใจ.....

          บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๕ บ้านหนองคอกไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง เพชรบุรี  ตั้งอยู่ใน “โครงการชั่งหัวมัน      ตามพระราชดำริ”  บ้านพักส่วนพระองค์ บ้านทรงงานหลังสุดท้ายของในหลวง รัชกาลที่๙ ที่ทรงถือโฉนดและมีชื่อยู่ในทะเบียนบ้าน โดยทรงขึ้นทะเบียนเป็น “เกษตรกรทำไร่”

          “ก่อนที่จะมีโครงการชั่งหัวมัน แถวนี้เค้าปลูกต้นยูคาลิปตัสขายกัน แล้วดินมันก็เสีย มันเสื่อม ปลูกอะไรก็ไม่ได้ ท่านก็ทรงใช้ทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินที่จากชาวบ้านไว้ทั้งหมด ๒๕๐ ไร่ บ้านที่เป็นเรือนที่ประทับทรงงาน ก็เป็นบ้านที่ติดมากับที่นี่แหละ ท่านไม่โปรดให้ปลูกใหม่ ก็ปรับปรุง จนดีขึ้นมาอย่างที่เห็น” คนที่เคยมาก่อนเล่าให้ฟัง

          ปี ๒๕๕๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงใช้ทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ ซื้อที่ดินจำนวน ๒๕๐ ไร่จากชาวบ้านในบริเวณอ่างเก็บน้้าหนองเสือ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ว่ากันว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นที่ดินผืนที่แห้งแล้งที่สุดในเพชรบุรี
 
 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เคยรับสั่งว่า 
 
“พระองค์ท่านทรงซื้อไว้นานแล้ว แต่ปิดเป็นความลับไว้ กระทั่งวันโอนที่ดินกรมที่ดินทูลถามว่าจะทรงใช้ชื่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าของที่ดิน
หรือไม่ พระองค์ท่านทรงให้ใช้ชื่อนี้เลย แล้วก็ทรงขึ้นทะเบียนเป็น เกษตรทำไร่ ถือโฉนดทะเบียนบ้านเลข ๑ ที่ดินแถวนี้ดินไม่ดี พระองค์ท่านทรงเลือกซื้อที่ดินที่ไม่ดี ที่ดินดีทรงไม่โปรด เพราะพระองค์ท่านทรงอยากแก้เรื่องที่ดิน จึงเจาะจงซื้อที่ดินที่มีต้นยูคาลิปตัส เพราะจะได้แก้ปัญหาเรื่องดิน”
 
 
 
“โครงการชั่งหัวมัน” ..... ชื่อนี้มีที่มา.....จากพระราชวังไกลกังวล
 
          ระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล มีราษฎรนำหัวมันเทศมาถวาย จึงทรงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่นำหัวมันเทศนั้นไปวางไว้บนตาชั่งในห้องทรงงาน แล้วเสด็จกลับกรุงเทพฯ และเมื่อเสด็จกลับมาที่พระราชวังไกลกังวลอีกครั้ง ก็ทรงพบว่าหัวมันเทศนั้นได้แตกใบอ่อนออกมา ทรงทอดพระเนตรหัวมันแตกใบอ่อนนั้นแล้วตรัสว่า “มัน...อยู่ที่ไหนก็ขึ้น” จากนั้นก็รับสั่งให้นำหัวมันเทศที่แตกใบอ่อนไปปลูกใส่กระถางไว้ในพระราชวังไกลกังวล และทรงมีพระราชด้ารัสให้นำพันธุ์มันเทศนั้น ไปปลูกในที่ดินที่ทรงซื้อไว้ พร้อมทั้งพระราชทานชื่อโครงการในพระราชดำริโครงการนั้นว่า “ช่างหัวมัน” นับจากนั้นเป็นต้นมา

          “โครงการชั่งหัวมัน ในพระราชด้าริ” ตั้งขึ้นเพื่อพลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้ง ให้กลับมาสมบูรณ์ เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร เพื่อให้ชาวบ้าน เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อท้าให้ดูว่าแม้พื้นที่ที่ยากที่สุดแก่การทำการเกษตร ก็ทำให้อุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้
 
          ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกที่จะเปิด “บ้าน” ให้พสกนิกรเข้าไปเรียนรู้ ไปหาความรู้ เพื่อน้าไปประกอบอาชีพ ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวแบบนี้...... ในโลกนี้มีพระองค์เดียวเท่านั้น
 
บริเวณ“บ้าน” รายล้อมไปด้วยแปลงปลูกผักสวนครัวทั้งมะเขือเทศ มะเขือเปราะ พริก ที่ขึ้นชื่อสุดๆก็คือมะนาวแป้นที่มีเรื่องราวเล่าขานถึงให้เราได้ซาบซึ้งใจกันอีกเรื่องหนึ่ง
 
ครั้งหนึ่งในหลวงเสด็จฯไปที่โครงการชั่งหัวมัน ตรงกับวันที่ ๑๒ สิงหาคม เสด็จฯอย่างไม่เป็นทางการ พระองค์ท่านเสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการ แล้วก็เฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันนั้นได้ทรงรถพระที่นั่งเข้าไปในแปลงมะนาว แล้วก็ทรงเก็บมะนาวตอนตีสาม เพื่อให้สมเด็จพระราชินีได้ทอดพระเนตร (สำหรับชาวไร่แล้ว ของขวัญที่ดีที่สุดก็คือผลิตผลจากในไร่สิเน๊าะ
ทรงพระโรแมนติกที่สุด.....)
 
 
          นอกจากผักสวนครัวแล้วก็ยังมีผลไม้ทั้ง สับปะรดปัตตาเวีย แก้วมังกร มะละกอแขกด้า และชมพู่ เพชรสายรุ้ง ผลไม้ท้องถิ่นของชาวเพชรบุรี รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่าง อัอยโรงงาน มันเทศญี่ปุ่น มันเทศ ออสเตรเลีย มันปีนัง หน่อไม้ฝรั่ง ยางนา ยางพารา ชมพู่เพชร ข้าวเหนียวพันธุ์ชิวแม่จัน ข้าวเจ้าพันธุ์ ข้าวหอม ข้าวจ้างพันธุ์ลีซอ ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาว (ขอบอกว่าแปลงข้าวหอม มีกลิ่นหอมอ่อนๆจริงๆนะ พิสูจน์มาแล้ว)
 
 
 
          นอกจากแปลงปลูกพืชผักท้องถิ่นของเพชรบุรี ที่เหมือนแปลงทดลองเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจให้ชาวบ้านแล้ว ยังมีฟาร์มปศุสัตว์ท่ีเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ ท้าการเกษตรของ ตัวเองอีกด้วย
 
 
         โครงการช่างหัวมัน ยังเป็นต้นแบบของกังหันลมผลิตไฟฟ้า ที่ผลิตไฟฟ้าใช้ในโครงการและยังขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกด้วย
 
ทุ่งกังหันลมที่นี่ได้รับสมญานามว่า เป็นทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยนะ
 
 
          ถ้า“บ้าน” ทุกหลังของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในโลกเรียกว่า “พระราชวัง” ที่นี่ก็คงเป็นพระราชวังที่เล็กที่สุดในโลก แต่กลับเป็นพระราชวังที่มีชีวิต มีลมหายใจ มีความเติบโตของพืชพันธ์ุ และมีความคิดถึง....กระจายอยู่ในทุกส่วนของผืนดินแห่งนี้ 
 
          การได้มาเที่ยวชม “โครงการชั่งหัวมัน ในพระราชด้าริ” ไม่ได้เป็นแค่การมาทุ่งนาเขียวๆ วิวสวยๆ ไม่ได้เป็นแค่การมาเก็บรูปเก๋ๆเอาไว้โพสต์ใน social เท่านั้น แต่ยังมาเพื่อรับรู้ถึงความรัก ความห่วงใย ความทุ่มเท เสียสละ และแบบอย่างการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ที่พระผู้สถิตอยู่ในหัวใจประชาชนคนไทย ได้ทรงฝากไว้ เป็นมรดกอันยิ่งใหญ่เพื่อความผาสุขของเราทุกคนอีกด้วย
 
 
“ พระมหากรุณาธิคุณสถิตในใจไทยตราบนิจนิรันดร์ ”
 
 
 
 
ขอบคุณภาพส่วนหนึ่งจาก Page ; A day to chill

“อโศก มนตรี”
RELATED ดีต่อใจ
GREENWAVE