GREENWAVE
ARTIST INTERVIEW
 
 
 
 
จุดเริ่มต้นของการแต่งเพลง 

โอ : เริ่มหัดเขียนเพลงจริงๆ น่าจะเป็นมัธยมครับ ช่วงนั้นแต่งเพลงจีบสาว โดยไม่ได้หวังอะไรครับ พยายามแบบว่าเขียนอะไรก็ได้ในแบบที่เราอยากเขียน มันก็เป็นการฝึกหัดขั้นแรกๆ ของเรา แต่มันไปไม่ถึงไหนนะ เพราะว่าเรายังไม่รู้ว่าอะไรมันคือดี อะไรมันคือไม่ดีครับ พอวันเวลาผ่านไป เราก็หยุดพักไปบ้างอะไรบ้าง จนเริ่มกลับมาเขียนจริงๆ ก็ ตอนเราเป็น Room39 ครับ
 

เพลงแรกที่แต่งจีบสาวเป็นยังไง

โอ : ก็เป็นเพลงเศร้า จริงๆ ไม่ได้จีบสาวหรอกครับ คือเรารู้จัก ผญ.คนนึง แล้วเราเห็นเค้ามีความทุกข์ เราก็เลยเขียนเพลงนี้ หวังว่าจะให้เค้ารู้สึกดีขึ้น แต่เรียกว่าจีบรึเปล่า ไม่ได้จีบหรอก ฮ่าๆ แค่เรารู้สึกว่า เราอยากให้เค้ารู้สึกดี  ก็เลยไม่รู้จะทำไง เลยเขียนเพลงไป ปรากฎว่าพอเขียนให้เค้าไป แล้วเค้าร้องไห้ ไม่รู้ว่าเค้ารู้สึกดีรึเปล่า ฮ่าๆ
 
 
แนวคิดในการแต่งเพลงมาจากอะไร 

โอ : ส่วนใหญ่มาจากเรื่องของตัวเองครับ แล้วก็จากคนใกล้ชิด คุณแม่บ้าง เพื่อนบ้าง หรือคนสนิท แต่ว่าเรื่องนั้นมันต้องทำให้หัวใจเราสั่นสะเทือนได้ มันสร้างความสั่นสะเทือนในใจเรา จนอยากเอาความสั่นสะเทือนในใจนี้ไปไว้ในเพลง แล้วหวังว่ามันจะไปสั่นสะเทือนในใจของคนอื่น
 
 
 

ทำไมเพลงของ “ แว่นใหญ่ “ ที่แต่งจึงมีแต่เพลงเศร้า

โอ : ผมว่าผมเป็นคนที่เข้าใจความเศร้าอ่ะ เคยพยายามเขียนเพลงที่มันสมหวังนะครับ  ผมรู้สึกว่า ผมเขียนได้จืดมาก เพราะเราเป็นคนที่ขุดโมเม้นท์นั้นออกมา เราเป็นคนไม่หวานไง เป็นคนที่ไม่มีความรู้สึกแบบ จะมีเพียงเธอ รักเพียงแต่เธอ เคยเขียนแล้วรู้สึกว่านี่เพลงรักเหรอเนี่ย มันทำไมจื๊ด จืด แต่ในขณะเดียวกันพอเราเขียนเพลงเศร้าอ่ะ เราดำดิ่ง เราเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นเยอะ เพราะว่าประสบการณ์ในความรักเอย ประสบการณ์ในชีวิตเรา  เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เราอาจจะเจอสิ่งเหล่านี้เยอะ เราก็เลยมีวัตถุดิบด้านนี้เยอะกว่า 
 
 

ใช้ประสบการณ์ที่เรียกว่า อกหัก ?

โอ : ผมว่าอกหักมันดูแคบ  เรียกว่าผิดหวังเยอะมากกว่าครับ  อกหักมันอาจแปลว่าโดนทิ้ง แต่คำว่าผิดหวังในความรัก  คือ ในความรักครั้งเดียวเราอาจจะผิดหวังหลายๆ ครั้ง ก็เลยจะเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึก ของความผิดหวัง มากกว่า
 

เจ็บจนพอ จากความรู้สึกของแว่นใหญ่ กับประโยคเจ็บๆในเพลง   !!! 

โอ : “ เหมือนว่าหัวใจเรา ไม่รู้หัวใจฉันเหลือที่ว่างให้เธอได้อีกกี่แผล”  จริงๆ เพลงนี้ ตอนเขียน ผมนั่งคุยกะมน แล้วก็คุยกันว่าเวลาเราเสียใจให้กับคนๆนึงในชีวิตเราเสียใจได้มากแค่ไหน มันเป็นคำถามที่เราถามตัวเองอ่ะ  จังหวะนั้นเราก็ถามตัวเองว่า เอ๊ย มันเป็นคำถามที่ดีนะ ก็เลยเป็นประโยคที่เอามาใช้ในเพลง เพราะผมตั้งโจทย์เพลงนี้ว่า มันเป็นเพลงที่เขียนต่อจาก เพลง “เป็นทุกอย่าง” การเป็นทุกอย่างนานเนี่ย จริงๆ มันเป็นความทุกข์นะ แต่ตอนที่เราเป็นทุกอย่างจริงๆ เราไม่รู้สึกหรอก เราจะคิดว่า ได้แค่นี้ก็โอเคแหละ  แต่จริงๆ แล้วมันคือการไร้ค่า ที่คุณค่าของเราค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนถึงวันนึงเราเพิ่งรู้ตัว เฮ้ย ! จริงๆ แล้วเราเจ็บนี่หว่า แต่พยายามนึกภาพหัวใจของตัวเองว่า คนที่เป็นทุกอย่างนานๆ อ่ะ มันจะเป็นรอยแผลอยู่  ถ้าเป็นหัวใจมันเป็นรอยแผลอยู่ทั่วไปหมดแล้วอ่ะ มันก็เลยเป็นคำถามว่า เฮ้ย ! มันมีที่ว่างอยู่มั้ยอ่ะ มันไม่รู้แล้วว่ามันมีที่ว่างตรงไหนที่ยังไม่เจ็บอีก มันก็เลยเป็นหัวใจของคนที่อยู่ในเพลงเจ็บจนพอ  ด้วยความที่มันเจ็บมาอย่างยาวนาน ก็เลยเป็นไอเดียทั้งหมดของเพลงนี้
 
 

 
แล้วแว่นใหญ่เจ็บได้กี่ครั้ง !!

โอ : เอาจริงๆ ตอนเจ็บผมไม่รู้ตัวหรอก ก็ยิ้มหน้าชื่นตาบานไปเรื่อยๆ จนวันที่รู้ตัวอีกทีคือ  เจ็บจนพอ จะเริ่มพอจนเมื่อเรารู้สึกว่า เราสงสารตัวเอง เมื่อไหร่ที่เรามองตัวเองแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ! ทำไมมันน่าสงสารขนาดนี้วะ ผมว่าตรงนั้นมันเป็นจุดที่เราควรจะพอแล้ว  ตัวเองน่าสมเพศนะ  ไร้ค่ามากเลยอ่ะ ทำไมเราไม่รักตัวเองบ้างวะ  นี่คือจุดที่เรารู้แล้ว ว่าเราควรจะพอ
 

“ ลืมไป”  เพลงที่แต่งเพื่อต่าง และ เพื่อความหมายของชีวิต 

โอ :  จริงๆ มันเป็นเพลงที่ผมไม่มีความมั่นใจเลย เพราะว่าในทุกๆ เพลงที่เคยเขียนมามันจะเป็นเพลงที่วนเวียนเกี่ยวกับความรัก  “อย่าลืมความจริงที่เธอทิ้งเราไป”  “แอบรักเพื่อน”  “อย่าให้ฉันคิด” 
“ เป็นทุกอย่าง”  หรือจะ “บอกตัวเอง”  มันวนเวียนอยู่กับความรักแบบหญิงชาย ความผิดหวัง ความสมหวัง แต่ว่า “ลืมไป” มันตั้งโจทย์มาด้วยความแตกต่างจากความรักทั้งหมด เพราะว่า
วันนึงผมป่วยจากการทำงานโน่น นี่ นั่น ทำงานมานาน แล้วก็ไม่รู้สาเหตุอ่ะ ไปโรงพยาบาล ไปหาหมอตรวจมาหลายๆ ที่ แล้วก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ! จริงๆ เราประมาทเนอะ เราใช้ขีวิตไปกับสิ่งที่ต้องทำ ไล่ตามความฝัน หาเงิน เพื่อจะมาดูแลคนที่เรารัก ครอบครัว แต่เราลืมไปว่า คุณค่าของชีวิตจริงๆ แล้ว วันนึงวันเวลาผ่านไป อะไรมันสำคัญ เงินที่อยู่ในบัญชีเหรอ หรือว่า บ้านหลังใหญ่ๆ สิ่งเหล่านั้นมันว่างเปล่าอ่ะ จริงๆ มันคือความทรงจำที่ดี ที่เรามีกับคนที่เรารัก แล้วความทรงจำเหล่านั้นอ่ะ มันจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรามัวแต่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เราไม่เห็นคุณค่ามัน มันเป็นความสุขเรียบง่ายที่อยู่ตรงหน้า แต่เรามองไม่เห็นมันเลยอ่ะ เรามัวไปทำอย่างอื่น เพื่อหวังว่าจะมีความสุข แต่จริงๆ ความสุขมันอยู่ตรงนั้นอ่ะ มันเรียบง่าย มันอยู่ตรงหน้าเรา เลยตั้งภาษาอังกฤษง่ายๆ ว่า  Blind คือ เราตาบอดอ่ะ เราไม่เก็บเกี่ยวมัน แล้ววันที่เรารู้สึกว่า เวลามันมีค่า ก็คือวันที่เรารู้สึกว่า ชีวิตมันไม่แน่นอนนะ พรุ่งนี้เราอาจจะไม่มีชีวิตแล้ว พรุ่งนี้คนที่เรารักอาจจะไม่มีชีวิตแล้ว แล้วก็เลยบอกว่า เฮ้ย เราลืมไปหว่ะ ว่าจริงๆ ทุกอย่างมันอาจจะหายไป ตอนไหนไม่มีใครรู้ แต่เราลืมข้อเท็จจริงเหล่านั้น  ก็เลยเขียนตั้งใจเพื่อนเตือนตัวเองว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ลืมไปนะ เราจะไม่ลืมที่จะกอดคนที่เรารัก เราจะไม่ลืมที่จะอยู่กับแมวของเรา เพราะสิ่งเหล่านั้น วันนึงพออายุเยอะขึ้น ผมเริ่มรู้สึกว่า คนที่อายุเริ่มเยอะ คนที่เป็นผู้ใหญ่อ่ะ ความสุขของเค้า คือความทรงจำที่ดี กับสิ่งที่เคยทำ หรือว่า เมื่อมองกลับไปแล้วมิตรภาพในชีวิตเค้าที่ยังดีอยู่เนี่ย มันคือสิ่งที่มีค่านะ ผมเลยรู้สึกว่า เออหว่ะ จริงๆ เรา ใช้เวลาไปกับอะไรนะ แล้ววันที่เราป่วยไข้ วันที่เราจะต้องจากโลกนี้ไปเนี่ย เงิน ไม่ได้ช่วยอะไรเรา ความสุขในชีวิตที่เรามองกลับมา ความสัมพันธ์ดีๆ ตางหากที่มันมีค่า จริงๆ เพลงนี้ดีใจมาก ที่ได้ปู่จ๋าน มาช่วย เล่าเรื่องฮะ  ผมคิดว่าการมีอีกคนมาช่วยเล่าเนี่ย มันดูน่าเชื่อยิ่งกว่าคนเดียวเล่า ขอบคุณปู่จ๋านมากๆ แล้วก็ ขอบคุณคนฟังด้วยที่เปิดใจ ผมกังวลมาก เพราะเพลงนี้เนี่ยมันออกจากทุกกรอบที่เราเคยทำ ไม่รู้ว่าคนฟังจะคิดยังไง รู้สึกยังไง แต่ดีใจมากที่วันที่ปล่อยออกไปแล้วแบบหลายๆ คนส่งข้อความมาบอก หลายๆ คนคอมเม้นท์ว่าเพลงนี้ทำให้เค้ากลับบ้านไปหาคนที่เค้ารัก เพลงนี้ช่วยเตือนให้เค้าไม่ลืมว่าจริงๆ แล้วอะไรที่มีค่าสำหรับชีวิตเค้า บางคนอาจจะวิ่งไล่ไขว่คว้าสิ่งโน่นนั่น แต่ว่าเพลงนี้ช่วยเขย่าให้เค้าหันมาเห็นสิ่งที่มีคุณค่า แล้วก็ไม่ลืมว่า อย่าลืมนะความสุขเหล่านี้มีอยู่
 
 

ความหมายของชีวิตของแว่นใหญ่ !! 

โอ : โห มันยากมากเลยอ่ะ ความหมายของชีวิตเหรอครับ ผมว่าทุกคนก็หาคำตอบอยู่ไม่ต่างจากผมอ่ะ  ผมก็เป็นคนนึงที่ บอกเลยว่า หมกมุ่นนะ กับการหาคำตอบของชีวิต เพราะว่าผมใช้เวลากับความสงสัยเหล่านี้ ในการที่จะหาคำตอบที่คาดหวังว่าถ้าเรารู้อ่ะ แล้วมันจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเราได้ หรือชีวิตคนอื่นได้ แต่ทุกวันนี้ ผมก็ยังหาไม่ได้ ว่ามันคืออะไร แต่ผมก็คิดเหมือนกันว่าสติปัญญาของตัวเอง อาจจะไม่ฉลาดพอที่จะมองเห็นมัน  เราอาจจะใช้ความคิดไม่ได้ ใช้ตามองหามันไม่ได้  อาจจะต้องใช้อะไรมากกว่านั้น ในการที่จะค้นหาคำตอบเหล่านี้  ซึ่งผมก็พยายามหาอยู่ แล้วก็หวังว่า ซักวันนึงผมจะ หาคำตอบเหล่านี้ได้ คือทุกวันนี้เอาจริงๆ ก็เป็นคนสับสนกับตัวเองเหมือนกัน เหมือนนีโอใน  The Matrix  ที่เป็นคนแบบว่า มันไม่น่าใช่แบบนี้นะ ชีวิตมนุษย์มันไม่น่าใช่แค่นี้ มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น แต่ก็ยังหาไม่เจอ  ก็พยายาม และเชื่อว่าวันนึงที่ผมหาสมดุลของตัวเองได้ ผมจะเข้าใจความหมายของคำว่าชีวิตดีพอกว่านี้ที่จะมาเล่าให้ทุกคนฟัง ตอนนี้ยังหาอยู่ครับ

ขอบคุณ WANYAI ที่มาเล่าเรื่องเพลงให้เราฟังในวันนี้นะคะ  ;) 
ติดตามผลงาน และ ตารางงานต่างๆ ของ WANYAI  ได้ที่ 


 
 

 
IG                       :  O_wanyai
 
 
Content Creator  : Karupreeya
 

RELATED ARTIST INTERVIEW
GREENWAVE