EFM104.5
Today Inspire
“ เชื่อว่าตอนนี้หัวใจคนไทยทุกคน เรารู้สึกไม่ต่างกัน   เหมือนมีน้ำตาจุกคออยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่วันที่พ่อหลวงจากไป  13 ตค.วันที่จัดรายการยากที่สุดในชีวิต  วันนั้นต้องจัดรายการแทนตั้งแต่บ่าย 3โมงค่ะ   เริ่มมีข่าวทยอยส่งมาเรื่อยๆ  แต่ให้รอแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง  นั่นแปลว่า  ข่าวที่เข้าหู แต่แสนจะกระทบใจ  เราแสดงออกอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว   ทำได้แค่ทำงานทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่   สติกับหัวใจต้องใช้พร้อมๆกัน   ถ้าเลือกได้ตอนนี้อยากกอดใครสักคนแล้วสะอื้นดังๆให้รู้ว่าข้างในไม่ไหวแล้ว  แต่ข้างหน้าทำได้แค่ เปิดเพลง พูดคุยด้วยเสียงสั่นๆ  ทำได้แค่นั้นจริงๆ  เวลาของการออกอากาศแถลงการณ์เลื่อนออกไปเรื่อยๆ  ให้เราพอมีเวลาหลอกตัวเองอีกสักพักว่ามหาราชาที่คนไทยรักทั้งประเทศ ท่านยังอยู่กับพวกเรา  ยังจำภาพพระองค์ท่านเสด็จฯไปทุกพื้นที่บนแผ่นดินไทย   รับฟังเสียงเล็กๆ ของพสกนิกรของพระองค์  และเร่งแก้ปัญหา เหมือนพระองค์ท่านจะรู้ว่า ถ้าปล่อยทิ้งนานไป คนไทยก็จะยิ่งเดือดร้อน  จน1 ทุ่ม ทั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์ต้องถ่ายทอดแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง เหมือนมีดเล่มใหญ่กรีดตรงกลางหัวใจคนไทยทุกคน  เมื่อได้ยินคำว่า
”พระเจ้าอยู่หัวฯในพระบรมโกศ”   ทุกชีวิตในห้องจัดรายการร้องไห้โฮพร้อมๆกันเสียงดัง ไม่ต้องอายใคร  เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า ใจจะขาดเป็นยังไง  กลับมาที่บ้าน   ภาพที่เห็นคือน้ำตาของแม่   แม่ยกมือไหว้จอทีวีที่นำเอาภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาให้ได้ดูกัน มองหน้ากันร้องไห้ด้วยกัน จนรู้สึกว่า คงปล่อยให้ท่านอยู่กับทีวีแบบนี้คนเดียวไม่ได้แล้ว   แต่ก่อนเรามักจะได้ยินประโยคที่ว่า   อย่าปล่อยให้เด็กๆดูทีวีคนเดียว ตอนนี้คงปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่   ปู่ย่าตายายดูทีวีคนเดียวนานๆไม่ดีนัก  ต้องนั่งดูด้วยกัน  คุยกัน ปลอบใจกันไป   ต่อให้ทุกชีวิตหนีวัฏจักรนี้ไม่พ้น   เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป  แต่เมื่อไหร่เกิดกับคนที่เป็นที่รัก  มันยากจะทำใจ  ยิ่งเกิดกับพระราชาศูนย์รวมหัวใจคนไทย  การที่ท่านจากไปไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับ  ต้องใช้คำว่าเสียใจเกินกว่าที่ทำใจไว้  เพราะสิ่งที่ท่านทำให้คนไทย ทุกหัวใจของพวกเราต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ  ท่านพระราชทานอาหารกายผ่านโครงการพระราชดำรินับพัน  เพื่อทำให้เราอยู่กันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นในเรื่องความเป็นอยู่  พระราชทานอาหารใจ  แนวคิดในการดำเนินชีวิต ผ่านพระราชดำรัส ให้พวกเราได้ยึดถือปฏิบัติ เพื่อเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต ปรับวิธีคิด ให้เราสุขได้กับเงื่อนไขที่อยู่ในมือเรา         
            เวลาค่อยๆเดินหน้าต่อไป   น้ำตายังไหลทุกวัน  แต่แบ่งส่วนระหว่างสติและความรู้สึกในหัวใจ  เหมือนพระราชดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้  “เสียใจได้แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่” ทำงานกันไปเช็ดน้ำตากันไป  ประคองหัวใจกันไป บอกกับตัวเองไว้ว่าไม่ต้องรีบเข้มแข็งก็ได้  น้ำตาของเราเทียบไม่ได้เลยกับเหงื่อจากการทรงงานของพระองค์ท่านทั้งชีวิต   ร้องไห้ก็ร้องค่ะ แค่ต้องพยายามปรับเปลี่ยนความเสียใจ ให้กลายเป็นการ “ให้”  กลับคืนสู่แผ่นดิน   ความชื่นใจที่เราเห็นหลายๆ คน  แจกน้ำ  แจกอาหาร  ให้บริการขับมอเตอร์ไซค์พาผู้คนไปกราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ช่วยเก็บขยะ  และสารพัดการ “ให้”ที่เราทำได้ มันช่วยลดทอนความเสียใจ เมื่อเราได้เข้าไปใกล้ๆพ่อ   ตามรอยเท้าของพ่อ
                      เห็นน้องๆม.รังสิตให้สัมภาษณ์นักข่าวช่องหนึ่ง    น้องตอบทุกอย่างตามสิ่งที่น้องรู้สึก
                       “หนูเกิดไม่ทันตอนที่พ่อทรงงานหนักค่ะ  แต่หนูเกิดมาก็เห็นโครงการต่างๆที่พระองค์ท่านสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว   หนูรักพ่อหลวงค่ะ”  ฟังแล้วน้ำตาซึม   น้องไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เกิดไม่ทันคือไม่ทัน แต่รับรู้กันว่า  ที่พวกเรามีชีวิตอยู่ดีกินดีขนาดนี้เพราะพระองค์ท่าน 
                         ในฐานะคนไทยเล็กๆคนหนึ่งที่เกิดบนแผ่นดินไทย  ขอน้อมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดไม่ได้    หลายคนพูดว่า    พระองค์ท่านยังทำทุกอย่างเพื่อพสกนิกรไทยได้ คนเล็กๆอย่างเราทำไมจะให้กันไม่ได้   จริงค่ะ   ต่อให้น้ำตายังท่วมหัวใจ    น้ำใจต้องท่วมแผ่นดิน
 
RELATED Today Inspire
GREENWAVE1065