EFM104.5
LOVE TALK WITH DJ P'AOY
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

เคยคิดว่า คนทุกคน เลือกได้ว่าจะอยู่แบบไหน 

แต่ไม่มีใครเลือกได้ว่าจะตายยังไง  

ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไปแล้วค่ะ  

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                
   เรื่องที่จะเล่าให้ฟังวันนี้  หากใครรู้สึกว่า  การพูดถึงเรื่องความตาย  เป็นการแช่งประเภทหนึ่ง   อย่าเพิ่งเข้ามาอ่าน
 
นะคะ  แต่ถ้ารู้สึกได้ว่า การคิดถึงวันสุดท้ายของชีวิตทุกลมหายใจ  ทำให้เราเห็นคุณค่าของเวลา  
 
และใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าก่อนหมดลมหายใจ  ลองค่อยๆอ่านและเรียนรู้กันไปค่ะ
 
 

              
     
  เมื่ออาทิตย์ก่อน  ทางชีวามิตร และสสส.ชวนให้ไปฟังวิธีคิด  อยู่อย่างมีความหมาย  จากไปอย่างมีความสุข”  
 
สนุกมากค่ะ  หลายมุมไม่เคยคิดมาก่อน วิทยากรตั้งคำถามไว้  คิดว่าคนส่วนใหญ่อยากตายแบบไหน?   จะเป็นใครก็
 
ตอบง่ายๆแทบไม่ต้องคิดว่า  เราอยากตายในอ้อมกอดของคนที่เรารักทั้งนั้น นั่นคือสิ่งที่อยู่ในใจ แต่ส่วนใหญ่  เรามัก
 
จากไปท่ามกลางอุปกรณ์การช่วยชีวิตมากมาย  ทิ้งลมหายใจสุดท้ายไว้ในห้องไอซียู  แบบที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า หมอและ
 
พยายาบาลรอบตัว  เรารู้จักไหม  แล้วคนที่เป็นหัวใจของเรา ทำไมไม่มาส่งเราใกล้ๆล่ะ   นี่คือภาพที่เห็นในหนังและ
 
ชีวิตจริงซึ่งฉายวนซ้ำๆเมื่อถึงวันที่ต้องทำใจกับธรรมชาติความเป็นไป  ทุกคนล้วนเข้าใจ  แต่ยอมรับไม่ง่ายถ้าเกิดกับ
 
คนที่เป็นหัวใจของเรา
                 
 
 
       ถ้าเราคือคนป่วยในระยะสุดท้าย  ส่วนใหญ่เราจะบอกคนข้างๆกายไว้ล่วงหน้าว่า ไม่ต้องช่วยอะไรมากมายนะ  
 
เจ็บๆไม่เอานะ   เสียดายตังค์  หามาทั้งชีวิต  เอาเงินมาทิ้งในห้องไอซียู  ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่า ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว  แต่
 
พอเป็นคนที่เรารัก  และเราอยู่ในสถานภาพญาติผู้ป่วย  เราจะช่วยทุกวิถีทางเพื่อยืดระยะเวลาการจากกันให้ยาวนาน
 
ขึ้นไปอีก  จะกี่นาที  กี่ชั่วโมงก็ถือว่าคุ้ม  ไม่ว่าจะต้องทุ่มทุนขนาดไหนก็ตาม โดยไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่า  ผู้ป่วยต้องการ
 
แบบใด  เจ็บมากไหม แค่ยังหายใจ คนใกล้ๆก็รู้สึกดีแล้ว     การรักษาก็เลยดำเนินไป แบบสู้กับโรค  แต่ไม่แคร์
 
คุณภาพชีวิตคน  จนตอนนี้มีแนวการรักษาที่เรียกว่า  Palliative Care การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับ
 
ประคอง ลดความทุกข์ทรมาน   เพิ่มความสุขสบายทั้งกายใจ  ไม่เร่ง แต่ก็ไม่ยืดความตาย ดูแลความเจ็บปวดไป
 
พร้อมกับดูแลจิตใจ   คุยวางแผนร่วมกันระหว่างผู้ป่วย  ญาติ  และหมอ  “เมื่อยู่เราก็อยู่ดี  ตายก็ต้องตายดี”  ไม่ใช่เจ็บ
 
ปวดทรมานจนลมหายใจสุดท้ายเพื่อการดูแลจิตใจญาติที่ไม่อยากให้คนที่รักจากไป
 
 
 

           
       เขามีการแนะนำให้เราลองเขียน living will ค่ะ เป็นการวางแผนตอนที่เรามีลมหายใจสุดท้ายอย่างใช้สติ  ไม่ได้
 
แช่งตัวเอง  แค่อยากให้การรักษาในวินาทีนั้นเป็นยังไง   ครอบครัวและคนที่เรารัก จะดูแลต่อไปแบบไหน  ทรัพย์สิน
 
ที่มีจัดการอย่างไร  คล้ายๆ ร่วมเขียนความต้องการครั้งสุดท้ายของชีวิตเอาไว้  เพื่อลดความขัดแย้งในบั้นปลายเพื่อ
 
ไม่ให้หมอและญาติทะเลาะกันในวันที่เราลมหายใจรวยริน  ในที่สุด  เราไม่ได้คุยกันว่า  ระยะเวลาของคนเรายาวนาน
 
แค่ไหน แต่อยู่ที่เราใช้ชีวิตมีความสุขยังไงในช่วงเวลาที่ยังเป็นของเรา
             
 
        "ผู้ป่วยบางคน   ก่อนตายอยากได้ไวน์ซักคำ  ก็จัดไป  อยากกอดน้องหมาสุดที่รักครั้งสุดท้าย  ก็จัดให้  ไม่ว่า
 
เวลาจะเหลืออีกเท่าไหร่ ทำยังไงให้เวลาที่เหลือมีความสุขที่สุด"   นี่คือแนวคิดนี้  

            
        วันที่มาอบรมมีโอกาสได้เจอพี่สาวที่น่ารักอีกครั้ง  พี่มาเป็นวิทยากรด้วย พี่แอ้ พรวรินทร์ นุตราวงศ์" สามีพี่แอ้
 
เป็นมะเร็งค่ะ  พอเริ่มให้การรักษาด้วยคีโม  ปรากฏว่า  สามียอมรับสภาพตัวเองไม่ไหว  ร่างกายแย่   ทั้งหมดแรง ผม
 
ก็ร่วง  พี่แอ้เลยตัดสินใจหยุดการให้  กลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน  และใช้การกอดบำบัดหัวใจ  กอดกันทุกวัน  พูดกัน ให้
 
กำลังใจกัน  จากตอนนั้นคุณหมอบอกว่าสามีพี่แอ้จะมีเวลาอยู่แค่ 4 เดือน  วันนี้ 11 ปีแล้วค่ะ  สามียังแข็งแรงดีทั้ง
 
กายและใจ     พลังรักช่วยได้จริงๆ     ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องรักษา  แค่เพิ่มยาที่หัวใจ  วันนี้พี่แอ้ยังทำหน้าที่ในการดูแล
 
ผู้ป่วยระยะสุดท้าย   และใส่ใจความสุขสุดท้ายของผู้ป่วยที่วชิรพยาบาลทุกวัน  
                 
 
  พี่แอ้เล่าว่า มีคุณป้าท่านหนึ่งเป็นมะเร็งค่ะ   ป้าบอกพี่แอ้เสมอ   ป้ายังไม่อยากตาย  รอซะเดือนมกราคมได้ไหมนะ 
 
  ตอนนั้นประมาณกันยายน    พี่แอ้บอกไปว่า  “ป้าคะ  ไม่มีใครรู้นี่นาว่าเราจะไปวันไหน   แอ้อาจไปก่อนก็ได้  ว่าแต่
 
ทำไมป้าต้องรอถึงมกราคมล่ะคะ”   “มกราคมลูกป้ารับปริญญา ป้าอยากเห็น  อยากถ่ายรูปกับลูกก่อน ถึงตอนนั้นจะ
 
ยังไงป้าก็ไม่ห่วงอะไรแล้ว”    พี่แอ้รีบจัดการเลยค่ะ  คุยกับลูกของป้า  ขอใบปริญญามาก่อนได้ไหม  ปรากฏว่าทาง
 
มหาวิทยาลัยให้ไม่ได้  พี่แอ้เลยโทรฯไปขอเองกับคณบดี  บอกว่าแม่ของบัณฑิตอาจรอไม่ไหว  ถ้าท่านไม่ให้ ท่าน
 
จะบาปมากนะ 555     ทางมหาวิทยาลัยเลยยอม   แต่พี่แอ้ต้องมารับเอง   พี่เราตรงดิ่งไปรับมากับมือเลยค่ะ  พอได้
 
มาปั๊บ  ก็ให้ลูกของป้าเอาเสื้อครุยมา   พร้อมชุดที่คุณป้าตัดเตรียมไว้ใส่วันรับปริญญาของลูก 
                     
 
     วันรุ่งขึ้น  พี่แอ้เปลี่ยนชุดให้คุณป้า  แต่งหน้าให้ด้วยนะคะ   แล้วเข็นคุณป้าลงมาถ่ายรูปกับลูกในชุดครุยพร้อมใบ
 
ปริญญา   คุณป้ามีความสุขมากกกก  ถ่ายภาพไปมาได้ 20ใบ  เลยรีบให้ลูกของป้าไปอัดขยายรูปที่สวยที่สุด  พี่แอ้
 
เข็นป้ากลับมาที่ห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย  พอได้รูปมา  คุณป้ายิ้มแฉ่ง  นอนดูรูป
 
ไป  คลำรูปไป   รูปนี้ป้าสวยไหม  ชุดนี้ตัดไว้นานแล้วนะ   ผอมลงนิดหน่อยแต่ยังใส่ได้   ป้าโชว์ไม่ขาดปาก
 
   “ลูกป้า  ป้าเลี้ยงมาคนเดียวเลยนะคุณแอ้  พ่อเขาเสียตั้งแต่เด็กๆ   ฉันเลี้ยงของฉันมา  เขาได้ปริญญาแล้ว ฉันทำ
 
สำเร็จแล้วเนอะ”  หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์  เช้าวันหนึ่งคุณป้าก็จากไปด้วยภาพชื่นใจที่หลายคนเห็นคือ  ป้า
 
นอนหลับตา อ้าปาก มือทั้งสองข้างยังกอดรูปไว้แน่น  ป้ามีความสุขที่สุดจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตจริงๆ  
 
               การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง  ไม่ได้แย่  แค่ให้ผู้ป่วยมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าที่
 
เป็นไปได้    คนทุกคนมีลมหายใจสุดท้ายทุกคน แค่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่  จะเป็นอะไรไป ถ้าเราแอบวางแผนไว้ในวันที่ลม
 
หายใจยังเป็นของเรา  ว่าตอนที่เราต้องคืนลมหายใจให้เขา   เราอยากจะมีความสุขในรูปแบบไหน

             ชีวิตกับความรักเหมือนกันมากๆอย่างหนึ่ง  คือไม่รู้ว่า จะหมดเวลาเมื่อไหร่  เราทำได้แค่ดูแลทุกวันที่มีอย่าง
 
ดีที่สุด   หยุดแค่ไหนก็แค่นั้น    ชีวิตไม่สำคัญว่ามันยาวนานแค่ไหน  อยู่ที่ตอนมีลมหายใจ เรามีความสุขมากพอหรือ
 
ยัง    ไม่ว่าจะหมดอายุขัยหรือหมดอายุรัก   วางแผนไว้คร่าวๆหรือยัง  ว่าถ้าถึงช่วงเวลานั้น  เราจะรับมือต่อยังไง
 
 
 
เรื่องโดย : ดีเจพี่อ้อย  

RELATED LOVE TALK WITH DJ P'AOY
GREENWAVE1065