EFM104.5
GREEN JOURNEY

 

 
 
ถามจริง???? 
 
ผมจะได้ไปซัวเถาจริงๆหรอ????  หน้าตาผมได้หรอครับ????  (มีความประชดประชันตัวเองตั้งแต่รู้ว่าจะได้ไป)  
 
 
 
 
 
ทริปนี้มีแดดดี้พี่อั๋นภูออกเดินทางไปด้วยกัน ผมว่าต้องได้ทั้งสาระและความสนุกแน่นอน   ผมเองต้องยอมรับตรงๆว่า
 
ถึงแม้หน้าตาและ DNA ของผมจะได้ แต่ผมก็ยังไม่ค่อยถูกจริตกับวิถีคนจีนสักเท่าไหร่ ในเรื่องชื่อเสียงเรื่องห้องน้ำ
 
 และมารยาทในบางเรื่องของเค้า  แต่ถึงยังไงผมก็อยากไปสัมผัสด้วยตัวเอง และ อยากรู้ด้วยว่าแผ่นดินเกิดของ
 
อากงผม ที่โล้เรือสำเภาจากซัวเถามาสยามประเทศเพียงคนเดียวตั้งแต่อายุ14ปีนั้น มีที่มาที่ไปยังไง ทำไมอากงและ
 
คนจีนหลายคนถึงได้ดิ้นรนมาอยู่ประเทศไทย  นั่นเลยเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนความตื่นเต้นระดับสิบ ให้ผมรู้สึกราวกับได้
 
นั่งไทม์แมชชีน ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 90 ปีที่แล้ว….ในสถานที่ที่เป็นที่มาของอากงอาม่าของผม
 
 
 
 
 
วันแรกของทริปซัวเถา พวกเราออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง 9 โมงเช้า พร้อมคุณผู้ฟังผู้โชคดี๊ดี 3  คู่ 
 
(ต้องบอกว่าเป็นผู้โชคดี๊ดีเพราะทริปนี้ให้มากันเป็นคู่เลยนะจ๊ะ)

ถึงท่าอากาศยานเมืองเจียหย่างเฉาซ่าน ซัวเถาบ่ายโมงสิบนาที  ซึ่งในอดีตสนามบินนี้เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง
 
เล็กๆแต่ต่อมาทางรัฐบาลจีนได้ยกระดับให้เป็นเมืองท่า ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษของจีน  
 
กรีนเวฟจัดให้เราเริ่มต้นด้วยความเป็นสิริมงคลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสิน
 
มหาราช  พวกเราเลยเดินทางไปกราบสักการะอนุสรณ์สถานสุสานฉลองพระองค์และพระมาลาของสมเด็จ
 
พระเจ้าตากสินมหาราช สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1784  (234 ปีมาแล้วครับ )   ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้บรรจุฉลองพระองค์
 
และพระมาลา พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ  ซึ่งที่น่าประทับตั้งแต่แรกเริ่มของการถวายสักการะคือเรามี
 
โอกาสได้พบกับลูกหลานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชรุ่นที่10 นั่งจิบชาและคอยต้อนรับคนไทยเชื้อสายจีนที่มาสัก
 
การะอนุสรณ์สถานแห่งนี้ด้วย ผมเลยถือโอกาสเก็บภาพคู่มาฝากทุกท่านเพราะผมมองหน้ามองหนวดเค้าแล้วรู้สึก
 
ว่าDNAเค้าชัดเหลือเกิน
 
 
     " พระเจ้าตากสิน "  
 
 
                                              "  ลูกหลานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชรุ่นที่10 " 
 
 
จากนั้นเราก็ได้ทำตามที่เราสัญญากันไว้กับคุณผู้ฟังตั้งแต่หน้าไมค์ ว่าเราจะพาไปกินอาหารมื้อมงคลด้วยเมนู18 
 
อรหันต์ ณ ภัตตาคารหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งจำชื่อไม่ได้เพราะตอนนั้นโฟกัสที่เรื่องกินอย่างเดียวHahaha  บอกเลยว่าหลัง
 
จากกินเสร็จรู้สึกเหมือนได้รับพลังจากเทพเจ้าเพราะต้องขยันคาดิโอขึ้นไปอีกเป็นอาทิตย์เลยกว่าแป้งและน้ำตาล
 
ของมื้อนี้จะหมดไป-*-




 
อ่ะ...ว่าแล้วก็มาเดินย่อยอรหันต์กันหน่อยด้วยถนนคนเดินฮัวเฉียว มีเสื้อผ้า ของเล่นเด็ก ของฝากเล็กๆน้อยๆ และ
 
ของพื้นบ้านสไตล์ซัวเถาให้ได้เลือกสรรกันไป จบวันแรก....ไปพักกายที่โรงแรมที่ดีที่สุดที่กรีนเวฟจัดให้  Shelaton 
 
Shantou Hotel
 
 
 
 
 
 
 
วันที่สอง!!! ชีวิตจริงที่ซัวเถา  เทพเจ้าจีนท่านกรุณาต้อนรับพวกเราชาวคณะกรีนเวฟด้วยความหนาว15-17 องศา

สิ่งแรกที่ผมถามพี่อั๋นคือ เตรียมเฟอร์มามั้ย??? คำตอบที่ได้คือ มีแต่เฟอร์...นิเจอร์ของโรงแรมจะเอาชุดไหนดี!!!!!
 
 
 
 
 
 
 
 
วันนี้แหละเป็นไฮไลของทริปนี้ที่เป็นที่มาว่าทำไมคุณถึงต้องมาซัวเถา เพราะที่นี่คือต้นตำรับแหล่งกำเนิดของตำนาน
 
เทพทั้งหลายของนิกายมหายาน  เราเริ่มต้นของวันด้วยการไปสักการะบูชา  "ตั่วเหล่าเอี๊ย” หรือที่บ้านเรามักเรียกว่า 
 
เจ้าพ่อเสือ ซึ่งมีองค์จำลองอยู่เมืองไทยบริเวณเสาชิงช้า  แต่พอได้ฟังที่มาที่ไปของตั่วเหล่าเอี๊ยแล้วต้องบอกเลย
 
ครับว่า บ้านเราที่ไหว้กันมายังมีความคลาดเคลื่อนเรื่องประวัติความเป็นมาของอั๊วเหล่าเอี๊ยอยู่เยอะพอควร  โดย
 
เฉพาะมักจะเข้าใจผิดกันว่าตั่วเหล่าเอี๊ยมีความเกี่ยวข้องกับเสือ ซึ่งถ้าใครที่ได้มาเยือนที่นี่จะมีโอกาสได้ทราบว่า
 
แท้จริงแล้ว ตั่วเหล่าเอี๊ยถูกยกย่องให้เป็นเทพเจ้าพี่ใหญ่สุดในหมู่เทพเจ้าแต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเสือแต่อย่าง
 
ใด  ซึ่งศาลเฮียงบู้ซัว ที่ประดิษฐานตั่วเหล่าเอี๊ยนี้ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง  และมีการบูรณะมาหลายต่อ
 
หลายครั้งแต่ก็คงความงดงามทางศิลปะดั้งเดิมของชาวจีนสะท้อนให้เห็นถึงแรงศรัทธาที่ชาวจีนมีต่อศาสนาเต๋า  ซึ่ง
 
คนซัวเถาทั้งศาสนาเต๋าและนิกายมหายานมักจะมาขอพรเรื่องขอธุรกิจการค้าให้ประสบความสำเร็จ
 
 

 
 
 
 
ออกจากศาลเจ้าตั่วเหล่าเอี๊ยได้ไม่นานพวกเราก็มาถึงอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ทั้งคนแต้จิ๋วและคนไทยเชื้อสายจีนต่าง
 
แห่กันมาขอพรเรื่องของสุขภาพที่แข็งแรง และอายุที่ยืนยาว   เราจะคุ้นหูคุ้นตากันดีถ้าใครที่เคยไปเยาวราช   
 
สถานที่ที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้นั่นคือ สุสานไต่ฮงกง  เทพเจ้าแห่งความเมตตากรุณา ที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดของมูลนิธิ
 
ปอเต็กตึ้งในประเทศไทยฟังประวัติของไต่ฮงกงแล้วบอกเลยน่าประทับใจและซาบซึ้งมากมาย   ท่านเป็นอดีตนักการ
 
เมืองของจีนที่เบื่อหน่ายความไม่โปร่งใสในสภาจนหันหน้าเข้าหาทางธรรม บวชเป็นพระสงฆ์และตั้งปณิธานไว้ว่า
 
อยากจะช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากด้วยการให้ธรรมะ โดยเฉพาะประชาชนผู้ยากไร้ไม่มีเงินทองไปประกอบพิธีฝัง
 
ศพ ไต่ฮงกงคือบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง  เคยมีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่เทพนิยาย   ผมจึงไม่ลังเลที่จะก้มกราบหน้าหลุมศพ
 
ของท่าน   เพราะสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่บนโลก ท่านได้สร้างประโยชน์แก่สังคมไว้มากมาย  จนแม้กายสังขารท่านได้
 
อยู่ภายในสุสานแห่งนี้แล้ว  แต่สิ่งที่ท่านได้สร้างไว้ยังคงให้ประโยชน์แก่ผู้ยากไร้จนถึงปัจจุบัน  และมันจะยังคงให้
 
ประโยชน์ไปถึงอนาคต  หากยังมีเจ้าหน้าที่คอยสานต่อเจตนารมณ์ของท่านอย่างแน่วแน่
 
 
 
 
 
 
 
                                               
เผลอแปปเดียวค่ำอีกแล้วครับ ปิดท้ายวันนี้ด้วยอีกหนึ่งไฮไลท์กับเทพเจ้าที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก โดนแม่ตี

เพราะเอาไม้ถูพื้นมาทำเป็นอาวุธคู่ใจก็เพราะเรื่องนี้  เทพนิยาย ไซอิ๋ว  ใช่แล้วครับ...เราแวะมาสักการะเจ้าพ่อเห้งเจีย

วัดแปะฮวยเจียมหรือวัดดอกไม้ขาว  นอกจากเจ้าพ่อเห้งเจียแล้วยังมีเจ้าแม่ทับทิม เต่าบ้อ เง็กเซียนฮ่องเต้  บอก

เลยวัดนี้ครบเครื่องเรื่องการขอจริงๆ  ส่วนมากใครมาวัดนี้เค้าจะขอ ความร่ำรวย  ความมั่นคงราบรื่น สุขภาพ และ

อำนาจบารมี  ก็เรียกว่าชาวคณะของเราอิ่มใจเหมือนได้เติมพลังกันไปเต็มๆ
 
 
 
                                                    " วัดแปะฮวยเจียมหรือวัดดอกไม้ขาว"
 
 
 
เสร็จจากวัดนี้คิดว่าจะเป็นกิจกรรม ลืมไปว่าเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาผมได้นัดกับญาติที่ซัวเถาไว้  จะใช้คำว่าอะไรดีอ่ะ
 
ครับ ญาติที่พลัดพรากเหรอ? คือญาติที่ไม่ได้พลัดแต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหน้ากันเลยตั้งแต่ผมเกิดมา  อาเจ๊กจุน
 
เพ็ง แซ่ตั้ง  คือคนที่ผมนัดไว้เค้าเป็นลูกชายของน้องชายอากงผมเอง เรียกกันตามศักดิ์คือเค้าเป็นหลานแท้ของอา
 
กงนั่นเอง   เรานัดเจอกันที่ชั้นล็อบบี้ของโรงแรม บอกเลยไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ตื่นเต้น  ชาวคณะกรีนเวฟที่เดินทาง
 
มาด้วยกันก็ตื่นเต้นไปกับผมด้วย  ทุกคนอยากเห็นว่าการที่คนเราเกิดมาไม่เคยเจอหน้ากัน แต่มีสายเลือดเดียวกันเค้า
 
จะแสดงออกยังไงเมื่อเจอหน้ากันครั้งแรก5555   ผมเองก็พูดแต้จิ๋วได้กระโหลกกะลามากเลยต้องจ้างอาลุ่ย(ไกด์
 
ชาวจีน)ให้มาช่วยแปล   พอใกล้ถึงเวลานัดหมายชาวคณะทุกคนก็ดูพร้อมใจกันต้อนรับญาติผมด้วยการจะอำว่า ผม
 
เป็นคนโน้นบ้างล่ะ บ้างก็จะหลอกว่าผมมีเมียเป็นพี่เบิร์ด(ทีมงานกรีนเวฟผู้ชายตาหวานแต่หนวดเคราผมเรียกพ่อ)  
 
จนสุดท้ายผมกับอาเจ๊กจุนเพ็งก็ได้มาเจอกัน  น้ำตาผมแทบไหล เจอกันครั้งแรกในชีวิตเค้าเดินมากอดผมพร้อม
 
เหยียบเท้าผมหนึ่งที ด้วยความตื่นเต้นผมลืมความเจ็บปวด และเราก็ได้สนทนากันหลายเรื่อง ทั้งแจ้งให้ทราบว่าอา
 
กงตอนี้ แซ่ตั้ง(อากงที่น่ารักของผมเอง) ได้ไปเข้าเฝ้าเง๊กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์แล้ว  รวมถึงได้อัพเดทชีวิตกันว่า
 
เรื่องความเป็นอยู่ของเราทั้งคู่ ผมใช้เวลาในการตั้งใจฟังในเรื่องที่เค้าเล่าและมองหน้ามองตา มองใบหู มองผิวพรรณ
 
เหมือนเครื่องแสกนด์DNAในตัวผมมันทำงานอัตโนมัติว่าผมก็คือเค้าและเค้าก็คือผม  สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจคือ  มัน
 
ก็รู้สึกดีมากๆๆเลยนะครับ ที่เรามีญาติอยู่ต่างแดน เหมือนเรามีจุดหมายในการเดินทางครั้งต่อไปว่าเวลามาที่นี่ เราจะ
 
ได้เจอกันอีก 
 
จบไปอีกหนึ่งวัน...ผมหลับไปพร้อมรอยยิ้มด้วยความอิ่มใจ
 
 
 
                            " พี่เบิร์ด(ทีมงานกรีนเวฟผู้ชายตาหวานแต่หนวดเคราผมเรียกพ่อ)"
 
 
 
                                                                " อาเจ๊กจุนเพ็ง แซ่ตั้ง"
 
 
 
                                                      "  ญาติผมเองครับ "  
 
 
 
 
                                                                      " เจ้าแม่ทับทิม"
 
 
 
                                                                
 
เริ่มต้นของ วันสุดท้ายของทริปกันด้วยการไหว้เทพเจ้าอีกเช่นเคย และผมยังคงมีคำถามเดิมๆเมื่อไกด์จีนเล่าประวัติ
 
ของเทพเจ้าแห่งเกาะหม่าสือจบว่า แล้วสรุปเจ้าแม่ทับทิม หรือ ไฮตังมา เคยมีตัวตนอยู่บนโลกจริงๆมั้ย??? 
 
คำตอบของคำถามนี้คือ เป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับคนจีนเวลาจะออกเดินเรือ ให้เดินเรือโดย
 
สวัสดิภาพและปราศจากคลื่นลมแรงหรืออันตรายต่างๆในทะเล  ซึ่งเกาะนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการโล้สำเภามาสู่
 
เมืองไทยแดนสยามของคนซัวเถา ซึ่งอากงผมครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่  ก่อนขึ้นเรือมาท่านก็แวะมาสักการะไฮตังมา
 
หรือเจ้าทับทิมนี้เช่นกัน และหลังจากนั้นไม่นานเราก็แวะไปวัดไคหยวน วัดเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.687 และ 
 
แชเล้งเอี๊ย หรือศาลเจ้าปู่มังกรเขียว  ที่ชาวแต้จิ๋วเชื่อว่าเป็นเทพารักษ์ผู้พิทักษ์บ่อน้ำทิพย์ประจำวัดนี้ 
 
 

                                                             " ศาลเจ้าปู่มังกรเขียว"
 
 
แล้วเราก็นั่งรถชมเมืองโบราณแต้จิ๋วก็คล้ายๆกับเยาวราชบ้านเรา  แต่ไฮไลค์สำคัญของวันนี้มาอยู่ที่ สะพานวัวคู่ หรือ 
 
สะพานกว่างจี้  เป็นภูมิปัญญาของชาวซัวเถาเมื่อ 840 ปีที่แล้ว ในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแบบเปิดปิดให้เรือผ่าน
 
ได้อย่างน่าชื่นชม  เล่ามาถึงส่วนตรงนี้ผมขออนุญาตหยิบยกข้อความในไอจีของดีเจแดดดี้พี่อั๋น ภูวนาท มาแชร์ให้
 
ท่านผู้อ่านได้เห็นถึงบรรยากาศของสะพานวัวคู่และบ้านเมืองรวมถึงวัฒนธรรมของคนแต้จิ๋วมากขึ้น
 
ดีเจพี่อั๋น: ถ่ายรูปกับสัญลักษณ์ของ”ซัวเถา” สะพานแห่งภูมิปัญญาที่เปิดปิดได้เพราะใช้เรือ18ลำมาเชื่อมต่อกัน 
 
สร้างเสร็จใน1คืน แต่ใช้ต่อมาได้เป็นร้อยปี ตลอดทางเดินมีเพลงและดนตรีจีนเปิดคลอบรรเลงตลอดพร้อมไฟLEDที่
 
สวยงามยามค่ำคืน สวย แปลกตา ใหญ่ นิ่ง มั่นคงไม่ไหวตามคลื่นด้วย บัตรเข้าชมทุกสถานที่ท่องเที่ยวใช้วิธีสแกน
 
บาร์โคดบัตรเข้าทีละคน สะดวกรวดเร็วเรียบร้อย ซึ่งบัตรทุกที่จะเป็นโปสการ์ดรูปสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆเพื่อพร้อมให้
 
เราเอาไปส่งไปรษณีย์ต่อได้ทันที เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวของเค้าไปอีกในตัว  มี QR code เป็นระยะๆให้สแกน
 
ฟังประวัติศาสตร์ของที่นั้นๆได้ทันทีจากมือถือของเราเอง ถึงจะยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่  แต่สาธารณูปโภคพื้นฐาน 
 
ถนนหนทางปูหินเกรนิต!!! แม้แต่ทางรถวิ่งในเมืองโดยเฉพาะจุดที่สวยงามทั้งหมด ก็ปูหิน แถมยังแกะสลักลายจีน
 
บอกประวัติลงบนพื้นหินนั้นเป็นช่วงๆด้วย ล้ำมากครับ !! ฟุตบาทก็เกรนิต เสาไฟฟ้าสายไฟฟ้าลงดินทั้งเมือง ไม่เว้น
 
แม้แต่ในซอยเล็กๆ ต้นไม้ใหญ่เขียวฟู ให้ร่มเงา มีเลนจักรยานเป็นสัดส่วน เรียบร้อย พัฒนาไปไกลกว่าไทยมาก..... 
 
ภูหงุดหงิดภูอยากพัฒนากรุงเทพและประเทศไทย ภูจะลงผู้ว่า #wondervacation #ซัวเถา #greenwave1065
 
ตามนั้นแหละครับทุกท่าน



 
                                                                      " บัตรเข้าชมครับ"
 
 
 
                                                        " สะพานวัวคู่ หรือ สะพานกว่างจี้"
 
 
 
 
 
 
สุดท้ายนี้ ผมต้องบอกว่าเป็นอีกทริปที่ผมรู้สึกว่าได้ประโยชน์ในการมาเปิดหูเปิดตาที่ซัวเถามาก   นอกจากจะได้มี
 
โอกาสมาเที่ยวกับคุณผู้ฟังทั้ง 6 ท่านแล้ว  ยังได้มีโอกาสมาชาร์ตแบตให้ชีวิตมีพลังใจในการทำงานหาเงินเป็นเจ้า
 
สัวกันต่อไป  เมื่อพลังใจพร้อม มันก็จะส่งผลให้ร่างกายเรามีพลังงานไปด้วย   เราทุกคนส่วนใหญ่ยังคงต้องอาศัย 
 
”ความเชื่อ” เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อก่อให้เกิดความศรัทธา แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าถึงเราจะมีความเชื่อหรือมีความศรัทธามาก
 
แค่ไหน แต่ทุกชีวิตก็ต้องอยู่บนพื้นของ “ความจริง”  เหมือนดังพุทธวจนคำพูดที่พระพุทธเจ้าศาสดาของศาสนาพุทธ
 
ได้ตรัสไว้เมื่อ 2 พันกว่าปีที่ผ่านมาว่า “ถ้าการสวดอ้อนวอน ขอพรสำเร็จจริง ใครเล่าในโลกนี้จะเสื่อมจากอะไรได้” 
 
มนุษย์ทุกคนต้องมีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเครื่องอาศัยอยู่   เราทุกคนเลยอาจจะต้องลงมือสร้างเหตุปัจจัยให้สม
 
ความปรารถนากันเองด้วย “ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา”  ซึ่งเหตุเหล่านี้ผมเชื่อว่ามีอยู่ในตัวของนักธุรกิจที่
 
ประสบความสำเร็จ หรือเจ้าสัวผู้ร่ำรวยเงินทองทุกคน   สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณคุณลูกค้าผู้สนับสนุนใจดีทุก
 
ท่านที่ช่วยพาพวกเราชาวกรีนเวฟมาไกลขนาดนี้ 
 
 
 
 
พบกันใหม่ทริปหน้าสวัสดีครับ
 
 
/ดีเจป๊อป กิตติพงศ์
 
 
บนเส้นทางการขอพรระดับเจ้าสัวแห่งเอเชีย... คุณครับ คนจะรวยมันไม่ง่ายจริงๆ โชคดีนะจ๊ะ
 
 
RELATED GREEN JOURNEY
GREENWAVE1065