EFM104.5
GREEN JOURNEY

ถ้าพูดถึงอยุธยา  คุณอาจนึกถึงบทเรียนที่เราทุกคนต้องเรียนประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ
 
วิชาสังคมศึกษา เพียงแต่ว่าวัตถุประสงค์ในตำราเรียนมุ่งเน้นให้ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือ
 
ให้เรารักชาติ เราจึงได้เรียนได้ชมภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์สงครามเพื่อให้เรารู้ถึงการสร้าง และการ
 
สูญเสียเพื่อให้เราตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความสามัคคี และมักจะใช้เรื่องราวยุคสมัยอยุธยาเป็น
 
ราชธานีเป็นกรณีศึกษาเช่น เสียกรุงฯครั้งที่ 1 หรือ ครั้งที่ 2
 
 
 
 
 
 
ขณะเดียวกันในวิธีการใช้ประวัติศาสตร์นี้ก็ได้แฝงความเกลียดชังในศัตรูแบบข้ามภพข้ามชาติกันเลยที
 
เดียว  ในการเยือนอยุธยาในปัจจุบันเราเห็นซากปรักหักพังพลันให้ได้ยินคำถามบ่อยๆ ว่า ทำไมเหลือ
 
แค่นี้ ทำไมมีแต่ซากและมักได้ยินคำตอบสุดคลาสสิคว่า “พม่าเผา” เป็นวาทะกรรมเด็ด ที่ง่าย สั้น 
 
กระชับ จบประโยคในตัว  ความเข้าใจผิด ผ่านการนำเสนอความจริงเพียงบางส่วนย่อมทำให้เกิดอคติ
 
ทางประวัติศาสตร์ได้ง่าย
 
เรามาทำความรู้จักประวัติศาสตร์อยุธยาที่เราไม่ค่อยรู้จักกันดีกว่าครับ

1. ในปีพ.ศ.2310 เป็นสงครามระหว่าง กรุงศรีอยุธยา กับกรุงอังวะ แต่เรามักใช้คำว่า ไทย รบ พม่า

 
ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะขณะนั้นเรายังไม่มีรัฐไทยและรัฐพม่า

 
2. “พม่าเผา” จริงหรือ

จากจดหมายเหตุหลายฉบับกล่าวตรงกันว่า กรุงศรีอยุธยาเตรียมรับศึกกับอังวะด้วยการตุนเสบียงไว้ให้
 
ถึงฤดูน้ำหลากเพราะเข้าใจว่าเมื่อกองทัพอังวะเจอน้ำหลากจะไม่สามารถตั้งทัพได้ อีกทั้งอาจต้อง
 
เผชิญกับโรคระบาดที่มากับกระแสน้ำซึ่งเป็นอันตรายต่อกองทัพอังวะ แต่ปรากฏว่า
 
กองทัพอังวะเตรียมการเป็นอย่างดี สะสมเสบียงไว้พร้อมและปรับกองทัพให้อยู่พ้นน้ำ และล้อมกรุง
 
ศรีอยุธยาไว้  เมื่อสิ้นฤดูน้ำหลาก จึงส่งผลทำให้ไม่มีเสบียงในพระนคร และเกิดจลาจลแย่งชิงเสบียง
 
อีกทั้งยังมีกระแสข่าวลือว่าพระนครจะแตก จึงยิ่งความวุ่นวายและเกิดเพลิงไหม้จากจลาจลก่อนกองทัพ
 
อังวะจะเข้าสู่พระนคร  และเพราะเหตุนี้เอง เมื่อพระนครเกิดจราจลจากภายใน  กองทัพอังวะจึงเผาราก
 
กำแพงเมืองและเข้าพระนครได้โดยง่าย และเข้าปล้นสดมภ์ชิงสมบัติและเผา?
 
ล่าสุดนี้ทางกรมศิลปากรได้ขุดสำรวจเพิ่มเติมในบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ พบว่าในชั้นดินหลายชั้นนั้น
 
ไม่พบเขม่าถ่านซึ่งหมายความว่าไม่ได้เกิดเพลิงไหม้บริเวณนั้นแต่ถูกทำลายด้วยวิธีการอื่นมากกว่า





 
 
3. หลังสงครามยุติลง อยุธยาเป็นเมืองร้าง อย่างน้อยตลอดช่วง 15 ปีที่ย้ายราชธานีไปยังกรุงธนบุรี
 
ก็มีกลุ่มคนหลากฝ่ายเข้าขุดหาสมบัติในกรุงเก่า จนถึงสมัยรัชกาลที่1 ราชวงศ์จักรี รับสั่งให้รื้ออิฐจาก
 
กรุงเก่าโดยเฉพาะกำแพงเมืองมาสร้างกรุงเทพฯ และสมัยรัชกาลที่ 5 มีการออกโฉนดให้คนเข้ามาอยู่
 
อาศัยก็มีการสร้างชุมชนทับกับโบราณสถานและยังปรากฏข่าวคราวการลักลอบขุดทำลาย เพื่อหาสมบัติ
 
ตัดเศียรพระพุทธรูปเพื่อนำไปจำหน่าย ค้าวัตถุโบราณจึงกว่าจะมีการปราบปรามอย่างจริงจังก็ล่วงเลย
 
มาถึงช่วงปีพ.ศ.2500 เข้าไปแล้ว

 
 
สรุป คำว่า “ใครเผาอยุธยา?” จริงๆแล้วอาจผิดตั้งแต่รูปแบบของคำถามนี้แล้วด้วยซ้ำ
 
เพราะการเพ่งหาคนผิดนั้นไม่ทำให้เกิดประโยชน์อันใดได้อย่างแท้จริงเลย  คำถามสำคัญอาจเป็นคำที่
 
ง่ายกว่านั้น คือ  “เราจะรักษาอยุธยาที่เหลืออยู่นี้ได้อย่างไร?”

 
 
 
3 จุดหมายอยุธยาที่ไม่ควรพลาด "วัดหน้าพระเมรุ 
 
วัดงดงามที่คงสภาพเดิมมากที่สุดในอยุธยาและไม่ถูกทำลายทั้งสงครามและกาลเวลามากนัก
 
เหตุที่เรียกว่าวัดหน้าพระเมรุนั้นเพราะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทุ่งพระเมรุในเขตวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา 
 
และเพราะยุทธศาสตร์นี้เอง กองทัพอังวะจึงใช้เป็นฐานในการยิงปืนใหญ่เข้าสู่พระราชวัง
 
สิ่งที่น่าสนใจของวัดหน้าพระเมรุคือโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ทั้งหน้าบันแกะสลักลายวิจิตร
 
สกุลช่างอยุธยาและวิธีการเรียงเสาในพระอุโบสถจนเป็นแบบภาพมุมลึกประสานกับองค์พระประธาน
 
พอดี  ที่สำคัญพระประธานนามว่า  “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ”
 
เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์อยุธยา ที่อาจแปลกตาไม่พบเห็นมากนักสำหรับที่เราคุ้นเคยกับ
 
พระพุทธรูปแบบห่มจีวรมากกว่า สาเหตุนั้นก็เป็นจาก 2 สาเหตุคือ ตำนานพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้า
 
นิมิตรพระวรกายเป็นทรงเครื่องกษัตริย์สู้กับพระยาชมพูบดี และอีกสาเหตุเป็นวิธีสะท้อนความคิดวิธีการ
 
ปกครองแบบอยุธยาโดยองค์กษัตริย์เสมือนเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในเวลาเดียวกัน
 
จึงได้นำรูปแบบเครื่องทรงกษัตริย์ประทับในองค์พระพุทธรูปโดยมีความหมายว่า พระองค์เป็นผู้ปกครอง
 
อาณาจักรและศาสนจักรในเวลาเดียวกัน

 
" วัดสุวรรณดาราราม"   
 
เดิมชื่อว่า วัดทอง สร้างโดย นายทองดี ให้เป็นวัดประจำตระกูล บริเวณบ้านของ
 
ท่าน เดิมวัดนี้เป็นวัดเล็กวัดนึงของกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่ว่า บุตรของท่านทองดี นามว่า ทองด้วง ได้
 
สถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นในนามพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งราชวงศ์จักรี
 
วัดนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จักรีอย่างแท้จริงวัดนี้จึงได้รับการบรูณะอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจในบริเวณวัดพระอุโบสถ เป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมสกุลช่างสมัยอยุธยาตอนปลาย

 
แม้จะไม่ใหญ่โตแต่วิจิตรงดงามไม่ว่าจะเป็นฐานอุโบสถที่เป็นลักษณะโค้งคล้ายท้องเรือสำเภา
 
และคันทวยไม้แกะสลักที่งดงามที่สุดในประเทศไทยด้วยเทคนิกการแกะที่ยากยิ่ง เป็นลายก้านขด
 
พระวิหาร มีจิตรกรรมฝาผนัง พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่7
 
คิดว่าหลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับภาพประกอบในตำราเรียนเกี่ยวกับพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวร
 
มหาราชส่วนใหญ่จะนำภาพจากจิตรกรรมแห่งนี้เป็นภาพประกอบ

 
 
 
 
 
 
"พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา"
 
ของดีที่ไม่มีใครรู้จักที่เก็บรักษาพระบรมสาริกธาตุจากกรุวัดมหาธาตุ ที่อัญเชิญมาครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา
 
จนกระทั่งพระปรางค์ถล่มลงมาจึงได้นำมาเก็บรักษาและให้คนได้สักการบูชา เราจึงได้เห็นวิธีการเก็บ
 
พระธาตุแบบโบราณ โดยการบรรจุใต้ฐานองค์ปรางค์ และเก็บด้วยวัสดุต่างขนาด ต่างวัตถุดิบ ครอบองค์
 
พระธาตุไว้ เราจะได้เห็นครบทุกชิ้นในห้องพระธาตุของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่สำคัญไฮไลท์ของที่นี่คือ 
 
ห้องกรุเครื่องทอง จากวัดราชบูรณะ ที่เคยเป็นข่าวดังเราจะได้เห็นขนบธรรมเนียมโบราณในการฝัง
 
เครื่องทองให้กับการอุทิศให้กับผู้ล่วงลับได้ใช้ในโลกหน้ามีชุดเชียนหมากทองคำ ทองหมอบทองคำ
 
เครื่องราชูปโภคทองคำ ที่สำคัญที่สุด 2 ชิ้นคือพระแสงขรรค์ทองคำ โดยมีเรื่องเล่าว่า โจรไม่กล้าขโมย
 
เพราะเรื่องแปลกคือ ชักไม่ออก จึงวางไว้ใต้ต้นพุทธาในเขตวังโบราณเมื่อ 50 ปีก่อน เมื่อทางกรม
 
ศิลปากรเก็บรักษาได้ ก็ดึงไม่ออกเช่นกัน 
 
จึงได้ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงตรัสหยอกว่า “เราจะดึงออก
 
ได้อย่างไรเมื่อสนิมกัดขนาดนี้” และรับสั่งใช้น้ำยากร่อนสนิมหยอดลงไปสะท้อนถึงพระอัจฉริยะภาพ
 
ทางวิทยาศาสตร์ของพระองค์อีกหนึ่งชิ้นสำคัญคือ ศิราภรณ์ คือ มงกุฎสตรีชาววังแบบหัวตัด ถักทอด้วย
 
ทองคำขนาดเล็ก จนกลายเป็นมงกุฏที่วิจิตรงดงาม
 
 
 
 
 
 
เรื่องโดย  : แฟนพันธุ์แท้ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา
คุณนิรุตต์ โลหะรังสี

 
 
 
อ่านเรื่อง  " อยุธยาที่ผมไม่รู้จัก โดย ดีเจเฟี๊ยต  http://greenwave.fm/goodfeeling/detail/721
RELATED GREEN JOURNEY
GREENWAVE1065