น้ำตาท่วมใจ

“ เชื่อว่าตอนนี้หัวใจคนไทยทุกคน เรารู้สึกไม่ต่างกัน   เหมือนมีน้ำตาจุกคออยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่วันที่พ่อหลวงจากไป  13 ตค.วันที่จัดรายการยากที่สุดในชีวิต  วันนั้นต้องจัดรายการแทนตั้งแต่บ่าย 3โมงค่ะ   เริ่มมีข่าวทยอยส่งมาเรื่อยๆ  แต่ให้รอแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง  นั่นแปลว่า  ข่าวที่เข้าหู แต่แสนจะกระทบใจ  เราแสดงออกอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว   ทำได้แค่ทำงานทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่   สติกับหัวใจต้องใช้พร้อมๆกัน   ถ้าเลือกได้ตอนนี้อยากกอดใครสักคนแล้วสะอื้นดังๆให้รู้ว่าข้างในไม่ไหวแล้ว  แต่ข้างหน้าทำได้แค่ เปิดเพลง พูดคุยด้วยเสียงสั่นๆ  ทำได้แค่นั้นจริงๆ  เวลาของการออกอากาศแถลงการณ์เลื่อนออกไปเรื่อยๆ  ให้เราพอมีเวลาหลอกตัวเองอีกสักพักว่ามหาราชาที่คนไทยรักทั้งประเทศ ท่านยังอยู่กับพวกเรา  ยังจำภาพพระองค์ท่านเสด็จฯไปทุกพื้นที่บนแผ่นดินไทย   รับฟังเสียงเล็กๆ ของพสกนิกรของพระองค์  และเร่งแก้ปัญหา เหมือนพระองค์ท่านจะรู้ว่า ถ้าปล่อยทิ้งนานไป คนไทยก็จะยิ่งเดือดร้อน  จน1 ทุ่ม ทั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์ต้องถ่ายทอดแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง เหมือนมีดเล่มใหญ่กรีดตรงกลางหัวใจคนไทยทุกคน  เมื่อได้ยินคำว่า
”พระเจ้าอยู่หัวฯในพระบรมโกศ”   ทุกชีวิตในห้องจัดรายการร้องไห้โฮพร้อมๆกันเสียงดัง ไม่ต้องอายใคร  เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า ใจจะขาดเป็นยังไง  กลับมาที่บ้าน   ภาพที่เห็นคือน้ำตาของแม่   แม่ยกมือไหว้จอทีวีที่นำเอาภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาให้ได้ดูกัน มองหน้ากันร้องไห้ด้วยกัน จนรู้สึกว่า คงปล่อยให้ท่านอยู่กับทีวีแบบนี้คนเดียวไม่ได้แล้ว   แต่ก่อนเรามักจะได้ยินประโยคที่ว่า   อย่าปล่อยให้เด็กๆดูทีวีคนเดียว ตอนนี้คงปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่   ปู่ย่าตายายดูทีวีคนเดียวนานๆไม่ดีนัก  ต้องนั่งดูด้วยกัน  คุยกัน ปลอบใจกันไป   ต่อให้ทุกชีวิตหนีวัฏจักรนี้ไม่พ้น   เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป  แต่เมื่อไหร่เกิดกับคนที่เป็นที่รัก  มันยากจะทำใจ  ยิ่งเกิดกับพระราชาศูนย์รวมหัวใจคนไทย  การที่ท่านจากไปไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับ  ต้องใช้คำว่าเสียใจเกินกว่าที่ทำใจไว้  เพราะสิ่งที่ท่านทำให้คนไทย ทุกหัวใจของพวกเราต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ  ท่านพระราชทานอาหารกายผ่านโครงการพระราชดำรินับพัน  เพื่อทำให้เราอยู่กันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นในเรื่องความเป็นอยู่  พระราชทานอาหารใจ  แนวคิดในการดำเนินชีวิต ผ่านพระราชดำรัส ให้พวกเราได้ยึดถือปฏิบัติ เพื่อเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต ปรับวิธีคิด ให้เราสุขได้กับเงื่อนไขที่อยู่ในมือเรา         
            เวลาค่อยๆเดินหน้าต่อไป   น้ำตายังไหลทุกวัน  แต่แบ่งส่วนระหว่างสติและความรู้สึกในหัวใจ  เหมือนพระราชดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้  “เสียใจได้แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่” ทำงานกันไปเช็ดน้ำตากันไป  ประคองหัวใจกันไป บอกกับตัวเองไว้ว่าไม่ต้องรีบเข้มแข็งก็ได้  น้ำตาของเราเทียบไม่ได้เลยกับเหงื่อจากการทรงงานของพระองค์ท่านทั้งชีวิต   ร้องไห้ก็ร้องค่ะ แค่ต้องพยายามปรับเปลี่ยนความเสียใจ ให้กลายเป็นการ “ให้”  กลับคืนสู่แผ่นดิน   ความชื่นใจที่เราเห็นหลายๆ คน  แจกน้ำ  แจกอาหาร  ให้บริการขับมอเตอร์ไซค์พาผู้คนไปกราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ช่วยเก็บขยะ  และสารพัดการ “ให้”ที่เราทำได้ มันช่วยลดทอนความเสียใจ เมื่อเราได้เข้าไปใกล้ๆพ่อ   ตามรอยเท้าของพ่อ
                      เห็นน้องๆม.รังสิตให้สัมภาษณ์นักข่าวช่องหนึ่ง    น้องตอบทุกอย่างตามสิ่งที่น้องรู้สึก
                       “หนูเกิดไม่ทันตอนที่พ่อทรงงานหนักค่ะ  แต่หนูเกิดมาก็เห็นโครงการต่างๆที่พระองค์ท่านสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว   หนูรักพ่อหลวงค่ะ”  ฟังแล้วน้ำตาซึม   น้องไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เกิดไม่ทันคือไม่ทัน แต่รับรู้กันว่า  ที่พวกเรามีชีวิตอยู่ดีกินดีขนาดนี้เพราะพระองค์ท่าน 
                         ในฐานะคนไทยเล็กๆคนหนึ่งที่เกิดบนแผ่นดินไทย  ขอน้อมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดไม่ได้    หลายคนพูดว่า    พระองค์ท่านยังทำทุกอย่างเพื่อพสกนิกรไทยได้ คนเล็กๆอย่างเราทำไมจะให้กันไม่ได้   จริงค่ะ   ต่อให้น้ำตายังท่วมหัวใจ    น้ำใจต้องท่วมแผ่นดิน
 
RELATED

การอยู่กับความเศร้า อย่างที่พ่อเราภูมิใจ

เรารู้สึกว่าต้องอยู่ อยู่เพื่อทำให้ทุกคนมีความสุข

เรื่องเล่า FULL MOON FULL มันส์ BY DJ.เต๊ป กีรติ

บราวเซอร์ของคุณไม่รองรับ

กรุณาอัพเกรดหรือดาว์นโหลด

 
SAFARI

DOWNLOAD

 
CHROME

DOWNLOAD

 
FIREFOX

DOWNLOAD

INERNET
EXPLORER

DOWNLOAD