Club Friday Webboard
กลับหน้าหลัก
เจ็บแค่ไหนก็ยังรักอยู่ (เจ็บ..ไตรภาค) 2

Wine

(ต่อจากตอนที่1)

“เหนื่อยคะที่รักดูแลเขาหน่อยสิ” ยังมีอีกไหม? มีคะถึงที่พักอาจารย์ได้ให้นักศึกษาแบ่งว่าบ้านไหนจะนอนกี่คนเราหันไปบอกเขา “คืนนี้เรานอนด้วยนะ” อุตะนี่หล่อนทำไมถึงได้แรดขนาดนี่ล่ะ 5555 แต่ในใจไม่ได้คิดอะไรนะแค่พูดไปแล้วมันสนุกดีเขาก็ไม่ได้คิดอะไรแถมยังเล่นกลับมาด้วยซ้ำแต่เราก็ไม่ได้นอนด้วยกันเหรอเขาก็นอนกับเพื่อนเขาเราก็นอนกับเพื่อนเรา แต่ก่อนจะไปนอนเราไปเล่นน้ำทะเลกันก่อนดีกว่าค่ะ ในขณะที่ทุกคนเล่นน้ำอยู่เรายืนอยู่ที่ชายหาดเขาที่อยู่ในน้ำตะโกนเรียกเราบอกให้ไปเล่นกับเขาตรงนั้นซึ่งมันไกลและลึกมาก เราบอกไม่กล้าไปกลัวเชื่อไหมว่าเขาเดินมารับเราแถมยังบอกให้เราขี่หลังเขา อ้าวมีผู้ชายให้ขี่หลังจะรออะไรย่ะหล่อนรีบเลยค่าภาพในซีรี่ย์เกาหลีเข้ามาเลยประมาณว่า (แฟน) ผู้ชายให้ผู้หญิงที่เขารักขี่หลังเพราะกลัวเท้าเปื้อนทราย ระหว่างทางที่เดินไปในน้ำทุกคนยิ่งมองจนไปถึงกลุ่มเพื่อนหนึ่งในกลุ่มอยู่ก็พูดขึ้นมา “เห้ย! สองคนนี้เป็นแฟนกันเปล่าเนี้ย” สิ้นคำถามนั้นเราของสองคนนิ่งไป 3 วินาทีเรารีบตอบไปแบบไม่ปรึกษาเขา “เป็นเพื่อนกันนี่แหละไม่ได้เป็นแฟนกัน” จากนั้นเรารีบลงจากหลังของเขาทันที เราไม่รู้นะว่าใจเขาคิดกับเรายังไงแต่เขาไม่ได้บอกหรือพูดอะไรชัดเจนเพราะอย่างนั้นเราก็เป็นเพื่อนกันน่ะถูกแล้ว แต่ความรู้สึกที่เราสัมผัสจากเขาได้ในตอนนั้นคือเขานิ่งเงียบไปนานสักพักและเหมือนน้อยใจเราที่เราพูดอย่างนั้นไป (คือเราไม่รู้นะว่าเขาคิดอย่างที่เราคิดหรือเปล่าแต่เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ) แต่สุดท้ายเขาก็ยังมาเล่นกับเรา จนตกกลางคืนทุกคนต้องมากินข้าวพร้อมกัน เราก็ไปแต่พอไปถึงทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าระหว่างเขากับเราลืมมันไปได้เลย เพราะเขาไม่สนใจอะไรเราเลยจากที่ก่อนมาเล่นน้ำด้วยกัน มาคุยกันแซวกัน ตอนนี้ไม่มีเลยเขาทำเหมือนว่าเราไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น (ยังจำจอยได้ไหมคะชะนีที่พยายามขัดขวางเรากับแทนตอนขึ้นเขา) เขาไปนั่งกับจอยแต่นั้นมันไม่เท่าไหร่เพราะสิ่งที่เราต้องเห็นต่อจากนั้นมันเกือบทำให้เราอยากเดินไปเอาน้ำไปสาดเขาได้ภาพที่เราเห็นในวันนั้นคือ (จะติดตาอยู่เลย) เขาเดินไปหาจอยแล้วจูบที่หัวของจอยดูสิเป็นใครจะทนได้มั่งอ่ะแล้วที่ผ่านมาคืออะไรอ่ะมาทำดีกับเราทำไม มาพูดจาให้ความหวังกันทำไม (เล่นก็ส่วนเล่น) แล้วนี้คือไรอ่ะ กินรข้าวอยู่คืออิ่มจุกกินอะไรไม่ลงแม้แต่น้ำยังกลืนไม่ลงแต่มันทำอะไรไม่ได้ไงได้แต่ต่อต้านอยู่ในใจเท่านั้นทำอะไรไม่ถูกเดินกลับห้องไม่พูดไม่จากลับใครทันนั้น จนตอนเช้าเตรียมตัวกลับเขากับจอยเดินมาแจกการ์ด (การ์ดงานบวช) เขาเอามาให้เรากับเพื่อนๆ เราพูดแบบไม่มีอารมณ์ออกไป “ไม่ไปได้ไหมใส่ซองแล้วให้ตอนนี้เลยได้ไหม” เขาบอก “ไม่ได้ต้องไปไม่ไปโกรธ” เราคิดในใจ “(แล้วกูต้องสนใจป่ะว่ามึงจะโกรธหรือจะเกลียดกูไปไม่ไปก็มีค่าเท่ากันคือมึงไม่เห็นค่ากูไงไม่เคยเห็นมาตลอดอยู่แล้วนิ)” แต่ไม่ได้พูดอะไรกับไปรับซองแล้ววางไว้เหมือนประมาณว่าฉันไม่สนใจแล้วเดินไปทำอย่างอื่น ขึ้นรถกลับยังไม่พอแค่เมื่อคืนยังไม่พอขึ้นรถมาเขาสองคนก็ยังนั่งอยู่ด้วยกันอีกทั้งที่ขามาแทนนั่งกับเพื่อนอีกคนแต่ขากลับคือมึงต้องนั่งด้วยกันยังไม่พอยังนอนซบแถมห่มผ้าผืนเดียวกันอีกเออดีเนอะ จริงๆไม่อยากมองหรอกแต่มันต้องเดินผ่านตรงนั้นกูเลยต้องเห็นไง แล้วเห็นเราเดินผ่านนี่ไม่ทักไม่ยิ้มไม่อะไรเลยนะทำเหมือนเราไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น ได้แต่คิดว่า “(ได้จะเป็นแบบนี่ใช่ไหมจะไม่พูดไม่ทักทำเหมือนไม่เห็นกันอย่างนี้ใช่ไหม ได้เดี๋ยวจะได้รู้ว่าถ้าก็เงียบไม่สนใจมึงมันเป็นยังไง)” พอกลับวันรุ่งขึ้นที่มหาลัยมีงานปัจฉิมของคณะ (ถ้าไม่บังคับคือจะไม่ไป) แล้วตอนเย็นมีงานกินเลี้ยงของสาขา เรากะไวอยู่แล้วว่านี่จะไม่กลับบ้านเพราะจะไปเที่ยวต่อกับเพื่อนเลยไปเปิดโรงแรมแถวมหาลัยนอนคนเดียว แต่นังเพื่อนตัวดี (อีนุช) มันดันไปบอกแทนว่าเรานอนคนเดียวหาคนช่วยหารค่าห้องซึ่งเขาก็ยังไม่มีที่พัก (บ้านเขาอยู่ไกล) พอเรารู้ว่าอีเพื่อนเราไปบอกเขาอย่างนั้นเราเลยด่ามันกลับไปหนึ่งชุดใหญ่ๆ แต่พูดออกไปแล้วทำอะไรไม่ได้เราก็นิ่งๆ ไม่พูดอะไรแล้วเขาก็เดินเข้ามา “บัวคืนนี้นอนไหนอ่ะ” ถามทำไมที่เมื่อวานทำเป็นไม่เห็นกูอยู่เลยทำไมวันนี้กูมีค่าสำหรับมึงขึ้นมาเลยว่างั้น “นอนโรงแรมอ่ะทำไม” ดูเชิงนางก่อน “นอนกับใครมั้ง” มึงจะถามทำไมมึงก็รู้ว่ากูนอนคนเดียวอีนุชไม่ได้บอกมึงเหรอ (ตอแหลไม่เนียน) “นอนคนเดียว” “ขอไปนอนด้วยได้ป่ะเดี๋ยวช่วยออกค่าห้อง” ไม่จำเป็นแค่ค่าห้องกูมีเงินจ่ายไม่ต้องหาใครมาช่วยออก นิ่งยังไม่พูดอะไร “บัวมึงก็ให้มันไปค้างด้วยคืนนึงมันไม่มีที่นอนมึงก็เห็นใจมันหน่อย” อีนุชกูเพื่อนมึงนะมึงจะไปเข้าข้างมันทำไมมึงต้องเข้าข้างกูสิ “เออ ก็ได้! จะมาตอนไหนก็บอกแล้วกัน” อ้าว! ชะนีทำไมมึงใจง่ายอย่างนี้ล่ะแค่มันทำหน้าทำตาแค่นี้มึงให้มันมาอยู่กับมึงเลย ก็นั้นแหละเพราะกูเป็นอย่างนี้ไงกูเลยเจ็บเพราะมันอยู่บ่อยๆ (ขอโทษนะกูยังรักเขาอยู่จริงๆ) งานเลี้ยงสาขาจบเรากับเพื่อนๆ ไปเที่ยวกันต่อแต่ไปเที่ยวครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนที่เขาจะคอยดูแลเราเป็นห่วงเราเหมือนตอนนั้น ครั้งนี้คือเขาไม่เป็นห่วงเราเลยถ้าเราจะไปเข้าห้องน้ำถ้าเพื่อนไม่ไปด้วยเราก็ต้องไปคนเดียวมันทำให้เราคิดถึงตอนนั้นมาที่เขาจะคอยเป็นห่วงเราตลอดไม่ว่าจะทำอะไร จนกลับออกมาคือเรารู้นะว่าเราเมาแต่คือเราไม่ได้เมาเหมือนครั้งนะแต่คือขาไม่มีแรงเดินรู้นะว่าทำอะไรจะไปไหนรู้นะแต่ไม่มีแรงเดินเขามาพยุงเราจนถึงรถของเพื่อน เพื่อนไปส่งเรากับเขาที่หน้าโรงแรมแล้วเขาก็พยุงเราไปถึงห้อง และต่อไปนี้คือสิ่งที่เราอยากรู้มาตลอดเวลาสี่ปีที่รู้จักกัน เรานอนอยู่บนเตียงส่วนเขานอนอยู่ข้างเราถามเขาทุกอย่างที่เราอยากรู้ด้วยการเปิดประเด็น “แทนถามอะไรได้ไหม” เขาที่อยู่ข้างๆ “ได้ถามอะไร”
“ที่ผ่านมารู้สึกยังไงกับเราเหรอ?” > “รู้สึกดีนะแกเป็นคนน่ารักดี”
“แล้วเคยชอบเราบ้างป่ะ?” > “ชอบนะชอบมาตลอดแหละ”
“แล้วทำไมตอนที่เราเป็นแฟนแกถึงขอเลิก” > “ตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าเรารักแกจริงหรือเปล่าแล้วตอนนั้นเราก็ไม่ได้เจอกันเลยเราไม่แน่ใจว่าแกจะมีคนอื่นนอกจากเราอีกเปล่า”
“แล้วตอนนี้แกรู้สึกยังไง” > “รู้สึกดี รู้สึกชอบ บัวเป็นคนน่ารัก จริงๆ เราชอบบัวมาตั้งแต่ปี1 แล้วแต่เห็นบัวมีคนคุยอยู่แล้วมั้งบ้างทีบัวก็เหมือนไม่สนใจเรามั้งเหมือนไม่อยากคุยกับเรา เราเลยไม่กล้า”
พอได้ฟังคำตอบชะนีนี่งงเลยคะว่า กูนี่นะมีคนอื่น กูนี่นะไม่สนใจมึง กูนี่นะไม่อยากคุยกับมึง กูนี่อยากคุยกับมึงที่สุดเลยเวลามีปัญหาอะไร กูสนใจมึงทุกอย่างอะไรที่มึงทำให้กูกูเก็บและจำได้ทุกอย่างมีแต่มึงแหละที่ไม่เคยสนใจกู ไม่แคร์ว่ากูจะรู้สึกยังไงอยากทำอะไรก็ทำไม่สนว่ากูจะเสียใจไหม อยากคุยมึงก็คุยไม่อยากคุยมึงก็หายไปปล่อยให้กูอยู่กับคำถามว่า “ทำไมกูทำอะไรผิด ทำไมกูไม่ดีเหรอ แล้วเกิดอะไรกับเราสองคน” คำถามร้อยแปดพันเก้าแต่กูไม่เคยได้คำตอบอะไรจากมึงเลย เราถามเขาต่อ “แล้วทำไมถึงคิดว่าเราไม่อยากคุยกับแก ทำไมถึงคิดว่าเราไม่สนใจแก เราอยากคุยกับแกมากเลยนะเวลาที่เกิดอะไรกับเราสองคนอยากเคลียร์ปัญหาที่เกิดให้มันจบไปเราจะได้ไม่มีอะไรค้างคากันอีกแต่เราเห็นแกเหมือนไม่อยากคุยกับเราเท่าไหร่ แล้วที่แกบอกว่าเราไม่สนใจแก ถ้าเราไม่สนใจแกเราจะรู้ได้ไงว่าแกเป็นยังไงเพื่อนในห้องแกก็รู้ใช่ไหมว่ามีคนอยากคุยกับเราแค่ไหนแต่เราแคร์แกไงเราเลยไม่คุยกับใครแต่มาคุยกับแกคนเดียวแต่เป็นแกต่างหากที่ไม่สนใจเราแกอยากคุยกับใครแกก็คุยอยากจีบใครแกก็จีบทั้งที่เราอยู่ตรงนั้นเราไม่เห็นว่าแกจะแคร์อะไรเราเลย หลายครั้งนะที่เราเห็นและเรารับไม่ได้แต่เราทำอะไรไม่ได้ไงเพราะเราไม่มีสิทธิ์จะไปห้ามแก” เขาตอบเรากลับมา “แล้วทำไมไม่บอกล่ะว่าแกไม่ชอบให้เราทำอะไรแบบนั้นเราจะได้ไม่ทำไง”
“เรามีสิทธิ์บอกได้ด้วยเหรอแค่แกเหมือนไม่อยากคุยกับเรา เราก็ไม่กล้าพูดกับแล้วถ้าเราบอกว่า “แทนเราไม่ชอบให้แทนไปทำอย่างนี้กับคนอื่นเลยวะ” แล้วแกจะทำให้เราเหรอ” ถ้าตอนนั้นกูพูดออกไปแล้วมึงตอกกูกลับมาว่า “เราไม่ได้เป็นอะไรกันเราจะไปคบกับใครหรือคุยกับใครก็ได้” กูจะไม่เงิบเหรอ สิ้นคำตอบเราเขาพูดขึ้นมาว่า “ตอนนี้บัวไม่อยากให้เราทำอะไรบัวบอกมาได้เลยต่อไปนี้เราจะไม่ทำอีก” มึงแน่ใจนะว่ามึงทำให้กูได้จริงๆ “บัวไม่อยากให้แทนไปยุ่งกับจอยบ่อยๆ เราไม่ค่อยชอบเวลาที่แทนไปอยู่ใกล้ๆ จอย เราไม่ชอบเวลาที่แทนมีอะไรแล้วแทนไม่พูดกับเรา แค่นี้แหละทำให้ได้ไหม” เราขอเขาแค่นั้นแหละขอแค่มีอะไรให้พูดให้บอกไม่ใช้อยู่ๆ ก็หายไป อยู่ๆก็เงียบเราก็ไม่รู้ต้องทำยังไง “ได้แทนจะทำให้” ตอนนั้นรู้สึกโล่งที่ได้ระบายสิ่งที่อยู่ข้างในออกไปให้เขาได้รู้ “แล้วแทนมีอะไรให้บัวเปลี่ยนไหม” ถ้าเราขอให้เขาเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน “บัวไม่ต้องเปลี่ยนอะไรหรอกความผิดมันอยู่ที่แทน แทนจะเปลี่ยนให้บัวเอง” อีดอก (ขอโทษที่มีคำหยาบคะแต่ตอนนั้นคืออยากพูดคำนี้จริงๆ) รู้สึกเป็นคนสำคัญกับเขาขึ้นมาทันทียิ้มหน้าบานเลยทีนี้ “ถ้าไม่มีอะไรงั้นเรานอนดีกว่าเนอะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า” แต่ แต่เดี๋ยวก่อน “จะนอนเลยเหรอ” ทำไม! มีอะไร! “ทำไม” “เล่นผีผ้าห่มป่ะ” นี่มึงจะมาเล่นอะไรตอนนี้ “ไม่! จะมาเล่นอะไรตอนนี้ง่วงนอน นอน!” คือตอนนั้นแบบนี่มึงชวนกูอย่างนี้เลยเหรอ “ไม่เล่นตอนนี้แล้วจะเล่นตอนไหน” “ไม่เล่นจะนอนง่วงแล้ว” (ขอโทษที่ติดเรท 18+) เขาขยับเข้ามาใกล้จนตัวติดกันแล้วแถมยังเอาทั้งมือทั้งแขนทั้งขามากะเราไว้เหมือนจะไม่ให้เราไปไหนได้อีก “เล่นตอนนี้แหละ” แล้วเขาก็เอาผ้าห่มมาคุมหลังจากนั้นก็ตามแต่คนจะจินตนาการเอาแล้วกัน 55555 (คือเราก็มีอะไรกันแหละ) หลังจากวันนั้นเราสองคนก็คุยกันดีขึ้นมีอะไรก็คุยกันตลอด จนวันนึงก่อนที่เขาจะบวชประมาณ 2-3 วันเราไลน์ไปคุยกับเขาปกติแต่มันก็มีบ้างอย่างที่แปลกไปจากทุกๆ วัน สิ่งที่เราคุยกับเขาคือ เราถามเขาว่า “เป็นไรไหมถ้าเราไปงานบวชไม่ได้” เพราะบ้านเขาอยู่ไกลมากเราไม่มีรถไป ปกติถ้าเราพูดอย่างนี้เขาจะบอก ไม่ได้ต้องมาไม่มาโกรธ แต่วันนี้เขาตอบว่า “อืม” วันเดียวกันแต่คนละเวลาเราหารถไปงานเขาได้เราทักไปบอกเขาแต่เราจะดูว่าเขาจะทำยังไง “อยากไปงานบวชแกอ่ะทำไงดี” เขาอ่านแต่เขาไม่ตอบอะไรเราเห็นว่านานแหละต้องมีอะไรแน่ๆ ถามไปอีกรอบ “อยากไปงานบวชทำไงดีน้า....” เขาตอบ “ถ้าไม่สะดวกก็ไม่มาก็ได้” เราตกใจอยู่พักนึงเลยตัดสินใจไม่ไปงานบวชเขาแล้วโทรไปบอกเพื่อนว่าเราไม่ไปแล้วไม่ต้องมารับ เพราะเรารู้สึกเหมือนมันต้องมีอะไรปกติเขาจะไม่ตอบแบบนี้ถ้าเขารู้ว่าเราอยากไปเขาต้องบอกให้เพื่อนเขามารับเราแต่นี้มันแปลกๆ แต่ก็ไม่อยากคิดอะไรมากมันอาจไม่มีอะไรก็ได้อีกอย่างงานก็ใกล้แล้วเขาอาจกำลังยุ่งกับงาน (แต่ก็มีคิดนะว่าจะไปเซอร์ไพรส์เขาที่งานแต่คิดอีกทีไม่ไปดีกว่า) จนเขาบวชได้อาทิตย์กว่าเราบังเอิญไปรู้อะไรบางอย่างมา บางอย่างที่ทำเราเกือบตาย
วันนั้นเป็นวันที่ต้องเอางานวิจัยไปให้อาจารย์ตรวจแถมยังได้ไปรู้ความจริงที่ถูกปิดมานานของใครบางคน ช่วงบ่ายเราออกไปกินข้าวกับเพื่อนสามคนคนนึ่งเป็นเพื่อนในกลุ่มส่วนอีกคนเป็นเพื่อนในเอกเดียวกันระหว่างที่รออาหาร บี (นามสมมุติ) พูดถึงเรื่องที่ไปงานบวชแทนมา “มึงงานบวชพระแม่งไม่มีอะไรเลยเนอะ” ช่วงแรกๆที่มันเล่าก็ไม่มีอะไรจนมาถึง “มึงคิดเหมือนกูป่ะว่าแฟนพระเหมือนคนท้องเลย” เท่านั้นแหละคะอีนี่ที่นั่งฟังอยู่งงเลยคะคิดในใจ “(ก็กูนี้ไงแฟนพระ แล้วใครว่ะท้อง)” เจน (นามสมมุติ) “เออเหมือนจริงมันดูอวบขึ้น” ฉิบหายใครวะนี่มันพูดถึงพระแทนเปล่าว่ะขอให้ไม่ใช่เถอะ บี: “กูว่ามันต้องท้องถึงว่าทำไมพระถึงรีบบวชแถมในงานไม่มีอะไรเลยสงสัยบวชเสร็จคงจะแต่งต่อ” เจน: “คงใช่มั้งเพราะพ่อแม่พลอยก็มางานด้วย (พลอยคือแฟนเก่าของแทน)” แค่นั้นแหละค่ะอีบัวจุกกินอะไรไม่ลงเลยข้างที่สั่งมายังไม่ได้ตักเข้าปากสักคำจากที่ก่อนหน้านี้หิวข้าวมาได้ยินแค่นี่อีบัวกลืนอะไรไม่ลงเลยขนาดน้ำลายยังขม บี: “เห้ยมึงบัวมันจะรู้สึกยังไงวะ” คือเรื่องที่เรากับเขามีอะไรกันไม่มีใครรู้ส่วนเรื่องที่เราคุยกันก็ไม่มีใครได้รู้อีกเหมือนกัน เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าที่อีบีมันพูดกับเจนมันหมายความว่ายังไงรู้แค่ว่าตอนนั้น “กูดูโง่มากดูเป็นควายให้มึงหลอกมาก” รู้สึกโกรธและอยากถามเขา มากว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ พลอยแฟนเก่าคือยังไง แล้วทำไมเพื่อนมันพูดถึงเราแบบนั้นเขาไปบอกใครเรื่องคืนนั้นของเรารึเปล่า แล้วเรื่องนี้นอกจากเราสองคนมีใครรู้อีกไหม คือมีคำถามในหัวเยอะมาก จนเพื่อนอีกคนโทรตามให้เอางานมาให้อาจารย์ดูตอนนั้นเหมือนมีทางออก เราเลยบอกพวกนั้นไป “เอออาจารย์มาแล้ววะเดี๋ยวกูไปก่อนนะ” พวกมันคงงงอ่ะที่อยู่ดีๆ ก็ไปข้าวที่สั่งมาก็ไม่กินเอาเงินวางไว้แล้วรีบเดินออกไป ระหว่างที่เดินรู้สึกเหมือนคนมีไข้ขึ้นสูง รู้สึกไม่มีสติ เอางานให้อาจารย์ดูก็ผิดๆ ถูกๆ ตอบคำถามก็ผิดๆ ถูกๆ เหมือนคนไม่มีสติแต่ตอนอยู่ในร้านอาหารคือไม่แสดงอาการอะไรออกมาให้ใครเห็นทั้งนั้นทำเหมือนไม่มีอะไรแต่ในใจร้อนมากถ้าเขาอยู่ตรงนั้นหรืออยู่แถวนั้นเราคงจะเข้าไปถามเขาตรงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่แต่เขาไม่อยู่ไงแล้วอีกอย่างตอนนี้เขาบวชเป็นพระเราจะไปโวยวายก็กลัวบาปกรรม พออาจารย์ตรวจงานให้เสร็จเรารีบขับรถกลับบ้านทันที ขับรถไปก็คิดแต่เรื่องนี่ไปตลอดทางขับไปด้วยความโกรธและคำถามที่อยู่ในหัวอีกมากมายจนไม่รู้ว่าตัวเองขับรถเร็วมากเป็นเหมือนคนสติไม่อยู่กับตัวไม่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่รถเกือบเสียหลักแต่ยังดีที่ดึงสติกลับมาได้ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องอย่างนี้หรอก แต่ก่อนไม่เคยเชื่อเลยนะว่าคนเรามันจะขาดสติแล้วทำอะไรไม่รู้ตัวเองขนาดนี้แต่หลังจากวันนั้นรู้แล้วว่าถ้าขาดสติคนเราจะทำอะไรก็ได้ (เกือบตายแล้วไหมละ) จากนั้นตั้งสติหยุดคิดเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วขับรถอย่างช้าๆ จนมาถึงบ้านสิ่งแท้ที่ทำคือหยิบโทรศัพท์ต้องการโทรหาใครสักคนแต่ก็ไม่รู้จะโทรหาใครคือมันอยากระบบให้ใครสักคนฟังให้ใครสักคนช่วยเราหน่อยมันจุกหายใจไม่ออกรู้สึกเหมือนคนจมน้ำแต่ไม่รู้ทำไมไม่ร้องไห้เลยถ้าร้องไห้มันยังดีกว่าอันนี้เหมือนมันจุกอยู่ข้างใน พอไม่รู้จะโทรหาใครแล้วตัวยังร้อนอีกทำอะไรไม่รู้เข้าห้องน้ำเปิดน้ำใส่ตัวเหมือนในหนังในละครเลยคือมันร้อนมากไม่ใช่อากาศร้อนนะตัวเราที่ร้อน พอมันเริ่มมีขึ้นมาหน่อยหยิบโทรศัพท์โทรไปหาพี่ที่สนิทกันในกลุ่ม (เขาอายุมากกว่าแต่เรียนรุ่นเดียวกัน) และพี่เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ที่สุดเพราะไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราเล่าให้เขาฟังได้หมดและเขาก็เป็นคนเดียวที่รู้เรื่องของเรากับเขาทั้งหมด (พี่เขาไม่ใช่นกสองหัวนะจ้ะไว้ใจได้) จำได้ว่าโทรหาพี่เขาเป็นสิบๆรอบจนพี่เอม (นามสมมุติ) ตกใจเพราะปกติเราไม่โทรขนาดนี้พี่เอมโทรกลับมาน้ำเสียงตกใจมา “บัวเป็นไรมีอะไรรึเปล่าเห็นโทรมาสิบกว่าสายโทษทีพี่หลับ” เราก็แบบพูดเสียงสั่นๆ แต่ไม่ได้ร้องไห้นะแค่เสียงมันสั่น “พี่เอมน้องโดนแล้วน้องโดนหลอกอีกแล้วพี่” แค่นั้นแหละพี่เอมรู้เลยว่าเป็นใครเพราะมันก็มีแค่คนเดียว “ทำไมอะไรมันทำอะไรเล่ามา” เราไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีตั้งสติแล้วค่อยๆ เล่าให้พี่เขาฟัง “พี่พระโกหกหนูว่าพระเลิกกับแฟนเก่าพระแล้ว วันนี้หนูไปกินข้าวกับไอ่เจนแล้วก็ไอ่บีมันสองคนพูดถึงพระว่าเหมือนไอ่พลอยท้องเลย พี่พระโกหกหนูทำไมวะหนูจะทำไงดีอ่ะพี่หนูอยากคุยอยากถามพระอ่ะ แล้วไอ่บีมันยังพูดอีกว่าบัวมันจะรู้สึกยังไงวะ มันหมายความว่ายังไงอ่ะ หนูอยากเคลียร์กับพระอ่ะตอนนี้ในหัวหนูมีแต่คำถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมต้องโกหก ทำไมต้องมาหลอกกันด้วยแล้วทำไมที่บีพูดว่าหนูจะรู้สึกยังไงมันไปรู้ไปเห็นอะไรมาหรือว่าพระไปบอกใครมีใครรู้เรื่องนี้อีกไหมนอกจากพี่ หนู พระ มันมีใครรู้อีกไหมหนูมีแต่คำถามอ่ะพี่หนูจะทำไงดี” เรารัวใส่พี่เขาไปเต็มที่พี่เอมได้แต่บอกว่าใจเย็นๆ ก่อนยังไม่พอ “วันนี้หนูไม่มีสติเลยพี่ส่งงานอาจารย์หนูก็ตอบผิดๆ ถูกๆ ขับรถกลับบ้านก็เกือบรถคว่ำหนูไม่มีสติเลยหนูมั่วแต่คิดตอนนี้หนูรู้สึกเหมือนคำถามที่อยากจะถามมันกำลังจะทับหนูหายใจไม่ออกแล้วพี่ ทำไงดี” พี่เอมบอกแค่ให้เราตั้งสติก่อนเพราะพี่เขารู้ว่าเราเป็นคนยังไงพี่เขาคงรู้แหละว่าถ้าไม่หนาจริงเราคงไม่โทรหาเขาขนาดนี้ถ้าโทรขนาดนี้แสดงว่าสถานะการณ์มันหนักจริงพี่เอมให้คำปรึกษาต่างๆ “พี่เอมหนูโทรหาพระจะน่าเกลียดไหมหรือว่าหนูจะรอให้พระสึกก่อนแล้วค่อยถามดี” แต่ในใจตอนนั้นคือกูอยากถามอยากรู้เดี๋ยวนี้ถ้ากูรอพระสึกคำถามที่อยู่ในหัวตอนนี้ฆ่ากูตายแน่แค่ตอนนี้ก็หายใจไม่ค่อยออกแล้วกว่าพระจะสึกอีกต้องนานถ้ารอกลัวว่าตังเองจะตายก่อน แต่อีกอย่างถ้าโทรไปกลัวจะบาปกลัวโทรไปแล้วจะดูเป็นคนน่ารังเกลียดโทรหาพระก็คิดไปกันใหญ่เลยที่นี้ พี่เอมพูดเพียรว่า “ถ้าบัวอยากโทรบัวโทรเลยแต่บัวอย่าไปโวยวายหรือด่าอะไรพระนะเพราะตอนนี้ท่านบวชเป็นพระพี่รู้ว่าบัวอยากเคลียร์เรื่องนี้อยากให้มันชัดเจนถ้าบัวรอพระสึกมันก็อีกนานพี่ว่าบัวรอไม่ได้หรอก นั้นแหละอย่างที่พี่บอกบัวแหละถ้าอยากโทรก็ดูเรื่องคำพูดคำจาเนอะพี่กลัวบัวไปโวยวายพระแล้วเดี๋ยวบัวจะบาป” พี่เอมคือแบบให้คำแนะนำดีมาก เราคิดไว้แล้วแหละว่าถ้าโทรไปเราก็จะไม่โวยวายหรือพูดคำหยาบจะพูดดีๆ แหละ หลังจากที่ได้คุยได้ระบบให้พี่เขาฟังมันก็รู้สึกดีขึ้นแต่มันก็ยังไม่โล่งใจอยู่ดี คิดอยู่นานว่าจะโทรตอนไหนดีเพราะอยากโทรไปตอนที่เขาว่าไม่ได้ทำอะไรไม่ได้ไปไหน ถ้าจะโทรวันนี้คงไม่ทันเอาไว้พรุ่งนี้ถามพระแล้วกันว่าว่างไหม
อีกวันต่อมาช่วงประมาณเย็นๆ ไลน์ไปถามพระก่อน “นมัสการค่ะหลวงพี่ หลวงพี่ว่างไหมค่ะโยมอยากคุยด้วย” ตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพระยังเล่นมุขตลกกับเราอยู่เลยถ้าเป็นเมื่อก่อนคงขำแต่ตอนนั้นขำอะไรไม่ออกจริงๆ เราถามแบบต้องการคำตอบจริงๆ ว่าว่างไหม “ว่างประมาณ 5 โมงเย็น” พอรู้อย่างนั้นก็คิดงั้นเดี๋ยวห้าโมงค่อยโทรไปคุย จนเวลาห้าโมงกว่าทักไลน์ไปก่อนว่าว่างจริงไหม “หลวงพี่ยังว่างอยู่ไหมค่ะ” เขาตอบกลับมา “ว่างโยมมีอะไร” งั้นโอเคโทรไปเลยคะลงทุนโทรเสียตังด้วยกลัวโทรไลน์แล้วสัญญาตัดเดี๋ยวขาดตอน โทรไปสายแรกไม่รับเขาส่งของความมา “โยมมีอะไรคุยในไลน์ก็ได้” เรารีบไปว่าไม่อยากพิมมันช้าช่วยรับโทรศัพท์ด้วย โทรไปอีกรอบคราวนี้รับ “นมัสการค่ะหลวงพี่สบายดีนะคะ” คือเราก็ไม่เคยคุยกับพระมาก่อนเนอะไม่รู้ว่าที่พูดไปถูกหรือเปล่าแต่ก็พูดๆไป “สบายดีแล้วโยมล่ะสบายดีนะ” ค่ะ “ช่วงนี้โยมไม่ค่อยสบายเท่าไหร่หรอกค่ะหลวงพี่” อยากจะแสดงว่าสบายดีเหมือนกันแต่เจออย่างนี้ก็ไม่สบายหรอกนะคะ “อ้าวโยมเป็นอะไรมากรึเปล่ากินยารึยัง” ก็ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะแค่โดนหลอกจนโง่เป็นควายแค่นั้นเอง “กินยาคงไม่หายหรอกค่ะเพราะโง่ขนาดนี้” หมอก็ไม่รับรักษาคะเพราะโง่เป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะอยู่นาน “นี่โยมเป็นโรคอะไร” เป็นโรคโง่ไง เป็นโรคเชื่อคนง่าย รักคนง่ายเขาพูดอะไรก็เชื่อเขาไปหมดคิดว่าเขารักจริง คิดว่าเขามีเราแค่คนเดียวไม่เคยเอะใจว่าเขามีใครอีกคนไม่เคยสงสัยไม่เคยคิดถามคิดว่าเขาซื่อสัตย์กับเราแล้วผลเป็นยังไงกูก็เป็นคนโง่ที่โดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นี่ไง!!!! (ตั้งสติ) “ถามจริงๆ แล้วช่วยตอบความจริงนะ พระมีแฟนอยู่แล้วใช่มั้ย” ตอนนั้นจำได้คิดในใจขอให้เขาตอบว่าไม่ใช่ขอให้เรื่องที่ได้ยินมากเป็นแค่เรื่องโกหกแต่ “ใช่ พระมีแฟนอยู่แล้ว” โอ๊ยเหมือนใจจะขาดแต่น้ำตาไม่ไหลออกมาสักหยด “แล้วทำไมพระต้องมาหลอกโยมด้วย ถ้าโยมรู้ว่าพระมีแฟนแล้ววันนั้นจะไม่เกิดขึ้นเด็จขาด” เรียกเราสั่นมากไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนและไม่คิดว่าจะเกิดกับตัวเองด้วยซ้ำ พระไม่พูดอะไรได้แต่เงียบ “พระรู้ป่ะว่าเพื่อนมันพูดถึงโยมว่ายังไง มันพูดว่าบัวมันจะรู้สึกยังไงวะบัวมันจะเป็นไงวะ คือโยมดูเหมือนเป็นตัวตลกในสายตามันยังไงไม่รู้ ถามจริงๆ เรื่องของโยมกับพระ พระได้ไปบอกใครอีกไหมมีใครรู้เรื่องนี้อีกไหม” เสียงของเราสั่นมาก “ไม่นะพระไม่ได้บอกใครเรื่องของโยมกับพระไม่ได้บอกใครเลย แล้วเพื่อนที่พูดกับโยมอย่างนั้นคือใคร” เราไม่อยากบอกว่าเป็นใครกลัวถ้าบอกไปแล้วจะมีปัญหากัน “พระไม่ต้องรู้หรอกว่าใครแต่พระเห็นโยมเป็นตัวตลกใช่ป่ะที่ทำอย่างนี้อ่ะมันตลกมาใช่ป่ะ สนุกมากป่ะ” คืออารมณ์ขึ้นมากแต่ต้องมีสติ “พระไม่เคยเห็นโยมเป็นตัวตลกเลยนะมันไม่สนุกเลย” “แล้ววันนั้นพระทำอย่างนั้นทำไมถ้าโยมรู้ว่าพระมีแฟนอยู่แล้วโยมจะไม่ยุ่งเลยจริง” สิ่งที่พระตอบเรากลับมาทำเราอึ่งอยู่พักนึง “แล้วโยมไม่รู้เหรอว่าพระมีแฟนอยู่แล้ว” (โอ๊ยยิ่งเขาพูดว่ามีแฟนอยู่แล้วได้ยินแล้วมันเหมือนจะขาดใจยังไงไม่รู้ไม่อยากได้ยินเลยแต่นี่มันคือความจริงแล้วเราก็ต้องยอมรับความจริงถึงจะได้ยินได้เห็นมันจะทำให้เราเจ็บจนใจจะขาดก็ตาม) “ไม่รู้ไงถ้ารู้โยมจะไม่ยุ่งกับพระเลยถ้าพระมีแฟนอยู่แล้วพระจะมาทำดีทำไมมาทำเหมือนโยมเป็นคนสำคัญทำไมมาทำเหมือนชอบทำไม หรือว่ามันเป็นแค่การแสดงให้โยมเห็นว่าโยมสำคัญกับพระแล้วก็หายไปเหมือนทุกครั้งใช่ไหม” โอ๊ยจะใส่อารมณ์เยอะก็ไม่ได้อึดอัด “มันไม่ใช่แสดง” “แล้วทำทำไม” พระเงียบ “ตอบ!” “ตอนนั้นพระชอบโยมจริงๆ” ได้ฟังแล้วอึ่งอยู่พัก “ตอนนั้น...แล้วตอนนี้ล่ะ” ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบไม่มีใครพูดอะไรสุดท้ายเขาก็พูด “คือเคยชอบ” โอ๊ยน้ำตาไหลเลยค่ะเจ็บมาก เคยชอบ หมายความว่าตอนนี้ไม่ได้ชอบแล้วใช่ป่ะเจ็บอ่ะเงียบไปนานมากเขาก็ไม่พูดอะไรเราก็ไม่พูดอะไรจนเราบอกความจริงที่ผ่านมากับเขาทุกอย่าง “พระโยมมีอะไรจะบอก.. ตลอดเวลาสี่ปีที่รู้จักกันมาทุกครั้งที่พระมาทำให้โยมรู้สึกดีไม่รู้นะว่าพระรู้ไหมแต่มันเป็นเวลาที่ดีมากโยมรู้สึกว่าโยมความสำคัญกับพระเหมือนกันแต่พอพระไปเจอคนอื่นที่พระชอบพระก็จะหายไปปล่อยให้โยมที่คิดไปเองว่าพระชอบโยมจริงๆ ปล่อยให้โยมอยู่กับคำถามว่าโยมทำอะไรผิด โยมไม่ดีเหรอทำไมพระถึงหายไปแล้วพระหายไปไหนจนโยมเริ่มทำใจกับพระได้ แล้วพระก็กลับมาให้ความหวังโยมอีกครั้งทำเหมือนโยมเป็นคนสำคัญอีกครั้งโยมก็คิดไปเองอีกว่าครั้งนี้ที่พระกลับมามันต้องดีกว่าครั้งก่อนๆ แน่ให้โอกาสพระแต่สุดท้ายเป็นไง พระก็หายไปเหมือนเดิมทำเหมือนโยมเป็นของตายที่พระจะกลับมาตอนไหนก็ได้เพราะยังไงโยมก็ไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว ใช่! โยมไปไหนไม่ได้โยมยอมทิ้งคนที่ดีกว่าพระ รักโยมมากกว่าพระ เห็นโยมสำคัญกับเขามากกว่าพระ โยมทิ้งเขามาหาพระได้เพราะอะไรก็เพราะโยมรักพระไงแต่พระกลับทิ้งโยมไปหาคนอื่นที่พระถูกใจกว่า ส่วนโยมจะอยู่หรือจะตายยังไงพระไม่เคยสนใจ โยมไม่รู้นะว่าที่ผ่านมากที่พระพูดว่ารักว่าชอบพระรู้สึกอย่างนั้นจริงไหมแต่ทุกครั้งที่โยมพูดโยมพูดจริงๆจากใจของโยม อาจดูเหมือนที่โยมพูดโยมไม่ได้คิดอะไรแต่ทุกครั้งที่โยมพูดโยมพูดจริง” เราเงียบไม่พูดอะไรเขาคงรู้แหลว่าเราร้องไห้ “โยมร้องไห้เหรอ” “โยมเหนื่อย เหนื่อยกับคนที่ไม่ได้รักโยมเลย เหนื่อยที่คิดเองมาตลอด เหนื่อยที่ต้องมาเจออะไรอย่างนี้เหนื่อยอ่ะ” “พระขอโทษนะถ้าโยมจะเกลียดพระก็ไม่ได้ว่าอะไรพระรู้ว่าพระไม่ดีจริง” “โยมไม่ได้เกลียดพระไม่เคยเกลียดพระเลยจนถึงต้องนี้โยมยังไม่เกลียดพระที่ผ่านมาเหมือนว่าโยมเกลียดพระโยมแค่สร้างกำแพงไว้เพราะกลัวว่าจะกลับไปเจ็บอีกแต่สุดท้ายโยมก็เลือกที่จะเจ็บเหมือนเดิมทุกครั้งเพราะทุกครั้งโยมก็เชื่อว่าพระอาจจะรักโยมจริงๆ ก็ได้” ตอนนั้นรู้ตัวว่าเก็บอะไรไว้ไม่อยู่แล้วทั้งน้ำตาทั้งความคิดต่างๆ เขาก็ได้แต่ขอโทษที่ทำกับเรา เราไม่อยากให้เขาขอโทษเราเลยในใจลึกอยากให้เขากลับมาหาเราด้วยไม่อยากให้เขาไปหาใครเลยอยากให้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งแล้วเราจะลืมทุกอย่างที่ผ่านทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยากให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ “พระรู้เปล่าเพื่อนพูดถึงแฟนพระไง มันบอกว่าแฟนพระเหมือนท้องเลย” เขาได้ยินก็ตกใจ “จริง! เพื่อนคนไหนพูด” “พระไม่ต้องรู้หรอกรู้แค่ว่ามันพูดอย่างนั้นแล้วกันแล้วพระไม่รู้เหรอว่าแฟนพระท้องอ่ะ” คือไม่รู้จริงๆ เหรอ “ไม่รู้” เขาเงียบไปพักใหญ่ “พระลองกลับไปถามแฟนพระดูแล้วกัน แต่ดีเนอะที่โยมไม่ได้ไปงานบวชพระถ้าโยมไปแล้วไปรู้ว่าพระมีแฟนอยู่แล้วโยมคงอยู่ตรงนั้นไม่ได้แน่ๆโชคชะตาเหมือนรู้เลย” เขาไม่พูดอะไร “แล้วจะเอายังไงต่อล่ะที่นี้”เราถามเขา “พระก็ไม่รู้ว่าจะยังไงต่อแต่พระก็อยากคุยกับโยมต่อนะ” โอ้โห! คนเก่าก็จะไม่ทิ้งคนใหม่ก็จะเอา “แล้วแฟนพระล่ะถามเขายังถ้าเขาถามจะตอบเขายังไง” ถ้าเกิดวันนึงเขารู้จะตอบเขายังไง “ก็บอกว่าเพื่อน” เพื่อน! ตลกดีเนอะเพื่อนอะไรเหรอ “ถ้าเกิดเขาสงสัยว่าเพื่อนอะไรสนิทกันจัง” “ก็เพื่อนสนิทที่สุด” เออดีวะเพื่อนที่สนิทที่สุดคิดได้ไงเรายังคิดไม่ได้เลย “พระโยมไม่โอเคหรอกนะ โยมไม่อยากให้ใครมาตราหน้าว่าลักกินขโมยกินของชาวบ้านแค่นี้ถ้าเพื่อนคนอื่นรู้โยมก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว พระกับโยมเป็นเพื่อนกันมาต้องนานพระไม่รู้เหรอว่าโยมไม่ชอบแย่งของคนอื่นมาเป็นของตัวเองมันไม่ภูมิใจที่ได้มาหรอกนะ” เขาเงียบไม่พูดอะไร “พระขอโทษแล้วกัน” ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย ไม่อยากให้เรื่องที่แฟนเขาท้องเป็นเรื่องจริงเลยอยากให้เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดลึกๆ แล้วเราก็ยังรักเขาอยู่ไม่เคยเปลี่ยนอยากให้เขาเลิกกับแฟนเขาแล้วมาคบกับเรามากกว่าแต่คงได้แค่คิด “พระมีอะไรจะถามโยมไหม” เราไม่รู้ว่าเขาอยากถามเราหรือเปล่าแต่เราอยากให้เขาถามมาก “พระอยากรู้ว่าที่ผ่านมาโยมรักพระมาตลอดเลยหรือเปล่า” แค่นี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่ารักหรือไม่รัก “ใช่ ตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมแต่ไม่คิดว่าพระจะทำกับโยมอย่างนี้ ถ้าเพื่อนไม่พูดพระคิดจะบอกโยมตอนไหนเหรอหรือไม่คิดจะบอกปล่อยให้โยมโง่คิดว่าพระมีแค่โยมคนเดียวใช่ไหม” “ถ้าพระรู้ว่าโยมรักพระมานานแล้วพระกับโยมคงรักกันมานานแล้วแล้วทำไมโยมไม่เคยบอกพระเลย” แล้วเคยสนใจกันมั้ยล่ะ “พระ โยมอยากบอกพระมากแต่พระทำเป็นไม่สนใจไม่ใส่ใจทำเหมือนไม่อยากคุย บ้างทีคุยกันอยู่ดีๆพระจะหายไปพระก็หายไปเลยไม่บอกว่าทำไมเพราะอะไรแล้วโยมจะกล้าบอกเหรอบ้างทีเห็นพระ พระก็ทำเหมือนไม่เห็นโยมด้วยซ้ำ” เขาตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “จริงแล้วพระมองโยมมาตลอดสนใจโยมมาตลอด อยากเข้าไปคุยกับโยมแต่เห็นเหมือนโยมไม่อยากคุยด้วยพระเลยไม่ดีกว่า” เหรอ แล้วใครกันที่เดินหนี ใครกันที่พูดด้วยก็ไม่พูด ใครที่เราโทรหาแต่กลับไม่อยากคุย ใครที่วันนึงทำเหมือนรักเหมือนชอบแต่อีกวันผลักไสไล่ส่งแบบนี้เหรอที่บอกว่าเราไม่สนใจก่อน จนมาถึงบทสุดท้ายเราไม่พูดอะไร “แล้วจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม” นี้คือสิ่งที่เขาพูด “ยังมีอะไรเหมือนเดิมอีกเหรอ อะไรคือเหมือนเดิม” เราถามกลับสั้นๆ “พระก็รู้ว่ามันไม่เหมือนเดิมแต่ยังคุยกันต่อไปได้ไหม” “อย่าเพิ่งเลยค่ะตอนนี้โยมตอบอะไรไม่ได้จริงๆ” เรากลัวถ้ากับไปคุยเหมือนเดิมแล้วแฟนเขาล่ะ แฟนเขาจะรู้สึกยังไงแล้วถ้าเรื่องท้องมันเป็นเรื่องจริงถึงตอนนั้นเราคุยกันอยู่เราจะทำยังไง เราจะเป็นยังไงเขาก็ต้องไปดูแลลูกเมียเขา แล้วเราล่ะเราจะเป็นยังไงได้แต่บอกไปว่าตอนนี้ยังไม่พร้อมกับอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะคุยกันในสถานะไหนตอนนี้ก็ไม่พร้อม หลังจากวางสายนอนร้องไห้อยู่นานพี่เอมที่ไปขอคำปรึกษาเขาโทรมาพอดีเราเล่าทุกอย่างให้พี่เขาฟังพี่เขาบอกว่าเราทำถูกแล้วที่เดินออกมาขืนอยู่ต่อทุกคนก็ต้องเจ็บ ถ้าแฟนเขารู้แฟนเขาก็เจ็บ เขาก็เจ็บ เรายิ่งจะเจ็บ เจ็บวันนี้แล้วให้เรื่องมันจบวันนี้ไปดีกว่า หลังจากวันนั้นเราบล็อกทุกอย่างลบทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาที่บล็อกไม่ใช่ว่าเกลียดเขานะ แต่เป็นเพราะรักเขามากจนไม
Comment

บราวเซอร์ของคุณไม่รองรับ

กรุณาอัพเกรดหรือดาว์นโหลด

 
SAFARI

DOWNLOAD

 
CHROME

DOWNLOAD

 
FIREFOX

DOWNLOAD

INERNET
EXPLORER

DOWNLOAD